ข้อ 1. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีและเริ่มทำบัญชีแล้ว โดยไม่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนรอบปีบัญชี และไม่อยู่ในกรณีที่ต้องปิดบัญชีพร้อมกับสำนักงานใหญ่ บริษัทต้องปิดบัญชีครั้งแรกและครั้งต่อไปอย่างไร
- ปิดครั้งแรกภายในสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี และปิดครั้งต่อไปทุกรอบสิบสองเดือนนับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน
- ปิดครั้งแรกภายในหกเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี และปิดครั้งต่อไปทุกรอบหกเดือนนับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน
- ปิดครั้งแรกภายในสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี และปิดครั้งต่อไปก่อนครบสิบสองเดือนได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาต
- ปิดครั้งแรกภายในสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี และปิดครั้งต่อไปทุกรอบสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี
ข้อ 2. บริษัท ค. จำกัดซื้อเครื่องจักรนำเข้า โดยมีราคาซื้อ อากรขาเข้า และภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้ บริษัทได้รับส่วนลดการค้า และจ่ายค่าขนส่งกับค่าติดตั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงเพื่อให้เครื่องจักรอยู่ในสถานที่และสภาพที่พร้อมใช้งานตามความประสงค์ของฝ่ายบริหาร บริษัทต้องรวมรายการใดเป็นราคาทุนของเครื่องจักร
- ราคาซื้อหลังหักส่วนลดการค้า รวมค่าขนส่งและค่าติดตั้งดังกล่าว แต่ไม่รวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้
- ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้หลังหักส่วนลดการค้า รวมค่าขนส่งและค่าติดตั้งดังกล่าว
- ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้ก่อนหักส่วนลดการค้า รวมค่าขนส่งและค่าติดตั้งดังกล่าว
- ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้หลังหักส่วนลดการค้า แต่ไม่รวมค่าขนส่งและค่าติดตั้งดังกล่าว
ข้อ 3. บริษัท ค. จำกัดมีสินค้าคงเหลือชนิด ก. และชนิด ข. ซึ่งไม่อยู่ในกรณีที่มาตรฐานกล่าวไว้ต่างหาก สินค้าทั้งสองชนิดมีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน โดยบริษัทใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ก. ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
- กิจการต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ข. เช่นเดียวกับชนิด ก.
- กิจการอาจใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับชนิด ข. หากเห็นว่าเหมาะสม
- กิจการไม่ต้องใช้วิธีเดียวกัน และอาจเลือกสองวิธีแยกกันสำหรับสินค้าแต่ละชนิด
- กิจการต้องเปลี่ยนสินค้าทั้งสองชนิดไปใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
ข้อ 4. บริษัท ค. จำกัดกำลังพิจารณาต้นทุนของอุปกรณ์หนึ่งรายการ โดยมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากอุปกรณ์นั้น และบริษัทสามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ ตามมาตรฐานการบัญชี บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจริง
- ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างแน่นอน
- ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ
- ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่าย เพราะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ
ข้อ 5. นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ได้เลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี มิได้ร้องขอขยายเวลาส่งมอบ และยังไม่เคยส่งมอบบัญชีหรือเอกสารมาก่อน ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 นาย ก. ต้องส่งมอบบัญชีและเอกสารแก่ผู้ใดและภายในกำหนดใด
- ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
- ส่งมอบให้ครบถ้วนถูกต้องแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเวลาที่กำหนด
- ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันร้องขอขยายเวลา
- ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
ข้อ 6. ในการวิเคราะห์อัตราส่วนมูลค่าตลาดสำหรับบริษัทมหาชน ข้อใดระบุสูตรได้ถูกต้องครบทั้ง 4 อัตราส่วน
- EPS = (กำไรสุทธิ + เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย; P/E = ราคาตลาดต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น; Payout Ratio = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น × 100; Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น × 100
- EPS = (กำไรสุทธิ − เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย; P/E = ราคาตลาดต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น; Payout Ratio = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น × 100; Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น × 100
- EPS = (กำไรสุทธิ − เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย; P/E = กำไรต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น; Payout Ratio = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น × 100; Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น × 100
- EPS = (กำไรสุทธิ − เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย; P/E = ราคาตลาดต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น; Payout Ratio = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น × 100; Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น × 100
ข้อ 7. ในการวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไร ข้อใดระบุสูตรอัตรากำไรขั้นต้น อัตรากำไรสุทธิ ROA และ ROE ได้ถูกต้องครบถ้วน
- กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100
- กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = EBIT ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100
- กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ต้นทุนขาย × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100
- กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100
ข้อ 8. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดกล่าวถึงความหมายของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดได้ถูกต้อง
- เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ไม่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อครบกำหนด ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
ข้อ 9. ในการวิเคราะห์งบการเงิน ข้อใดอธิบายการวิเคราะห์แนวนอนและการวิเคราะห์แนวโน้ม รวมถึงปัญหาของปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบได้ถูกต้อง
- แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบยังใช้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงได้ตามปกติ
- แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้
- แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มเปรียบเทียบแต่ละปีกับปีก่อนหน้า และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้
- แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้
ข้อ 10. ในการวิเคราะห์งบการเงิน งานที่ 1 เปรียบเทียบตัวเลขรายการเดียวกันต่างงวดเวลา งานที่ 2 เปรียบเทียบรายการต่าง ๆ ในงวดเดียวกันกับยอดรวมที่กำหนดเป็น 100% และงานที่ 3 พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 รายการ ข้อใดเลือกเครื่องมือได้ถูกต้อง
- งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน
- งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน
- งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน
- งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง