Overview
ข้อสอบฝึกทำที่ผลิตจากตัวบทประมวลรัษฎากรฉบับทางการ ทุกข้อมีข้อความอ้างอิงจากตัวบท และผ่านการตรวจของเจ้าของระบบ ใช้เพื่อเตรียมสอบเท่านั้น ไม่ใช่ข้อสอบจริงหรือคำปรึกษาด้านภาษี
Blueprint
Topic weighting and difficulty distribution
| Topic | Weight | # Questions | Difficulty (E/M/H) |
|---|
Exam Set Intelligence
Deterministic estimates; observed performance is stored separately when available.
75 min
Estimated time
6
Topics
0
Coverage gaps
0
Duplicate pairs
83/100
Blueprint alignment
Blueprint Target vs Actual
⚠ difficulty easy: major_mismatch (+29pp).
⚠ difficulty medium: major_mismatch (+26pp).
⚠ difficulty hard: major_mismatch (+45pp).
Assessment Performance
Read-only aggregate from finalized attempts; submitted and expired are complete, abandoned is not.
5
Attempts
1
Completed
20.0%
Completion rate
28.9%
Average score
28.9%
Median score
886s
Average completion
All modes · observed-question-v1 · calculated 9/27/2026, 8:05:06 PM
Questions
Review, edit, approve, or reject generated questions.
100 approved and ready to save.
ตามมาตรา 29 (1) การอุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินต้องยื่นภายในกำหนดเท่าใด
- A. ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ✓
- B. ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
- C. ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
- D. ภายในกำหนด 45 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน" มาตรา 29 (1) กำหนดให้อุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน" ผิด: มาตรา 29 (1) กำหนดระยะเวลาไว้ 15 วัน มิใช่ 7 วัน • "ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน" ผิด: มาตรา 29 (1) ระบุว่าให้ยื่นภายในกำหนด 15 วัน มิใช่ 30 วัน • "ภายในกำหนด 45 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน" ผิด: มาตรา 29 (1) กำหนดไว้ 15 วัน มิใช่ 45 วัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 29: “ให้อุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน”
มาตรา 29: “ให้อุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
4s
Middle 50%
4s–4s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 34 แห่งประมวลรัษฎากร
- A. ให้ทำเป็นหนังสือแต่ไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์
- B. ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์ ✓
- C. ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์
- D. ให้ทำด้วยวาจาและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์" มาตรา 34 กำหนดว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ทำเป็นหนังสือแต่ไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์" ผิด: มาตรา 34 กำหนดให้ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไปยังผู้อุทธรณ์ • "ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์" ผิด: มาตรา 34 กำหนดทั้งให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์ • "ให้ทำด้วยวาจาและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์" ผิด: มาตรา 34 กำหนดให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ทำเป็นหนังสือ อ้างอิงตัวบท มาตรา 34: “คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือ” มาตรา 34: “ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์”
มาตรา 34: “คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษอย่างไร
- A. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- B. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- C. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
- D. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" มาตรา 36 กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดโทษปรับไม่เกินสองพันบาท มิใช่สี่พันบาท • "จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน มิใช่สองเดือน • "จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท อ้างอิงตัวบท มาตรา 36: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน” มาตรา 36: “หรือปรับไม่เกินสองพันบาท” มาตรา 36: “หรือทั้งจำทั้งปรับ”
มาตรา 36: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 37 ผู้กระทำการตามที่บัญญัติไว้ต้องระวางโทษจำคุกเท่าใด
- A. จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี
- B. จำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนถึงเจ็ดปี
- C. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี
- D. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี" มาตรา 37 บัญญัติให้ผู้กระทำการตามที่ระบุต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี" ผิด: มาตรา 37 กำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำไว้ที่สามเดือน ไม่ใช่หกเดือน • "จำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนถึงเจ็ดปี" ผิด: มาตรา 37 กำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำไว้ที่สามเดือน ไม่ใช่หนึ่งเดือน • "จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี" ผิด: มาตรา 37 กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงไว้ที่เจ็ดปี ไม่ใช่ห้าปี อ้างอิงตัวบท มาตรา 37: “ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี”
มาตรา 37: “ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ผู้ใดโดยเจตนาไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่นตามลักษณะนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกี่ปีตามมาตรา 37 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
- A. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี ✓
- B. จำคุกไม่เกินห้าปี
- C. จำคุกไม่เกินสามปี
- D. จำคุกไม่เกินสองปี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี" มาตรา 37 ทวิ กำหนดให้ผู้กระทำดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินห้าปี" ผิด: มาตรา 37 ทวิ กำหนดโทษจำคุกสูงสุดไว้ไม่เกินหนึ่งปี มิใช่ห้าปี • "จำคุกไม่เกินสามปี" ผิด: มาตรา 37 ทวิ ระบุว่า “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี” มิใช่สามปี • "จำคุกไม่เกินสองปี" ผิด: มาตรา 37 ทวิ กำหนดให้จำคุกไม่เกินหนึ่งปี มิใช่สองปี อ้างอิงตัวบท มาตรา 37 ทวิ: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี”
มาตรา 37 ทวิ: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 12 ตรี การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่ากี่วันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง
- A. ไม่น้อยกว่าห้าวัน
- B. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ✓
- C. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
- D. ไม่น้อยกว่าสามวัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน" มาตรา 12 ตรี กำหนดให้การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่น้อยกว่าห้าวัน" ผิด: มาตรา 12 ตรี กำหนดว่า “ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” • "ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน" ผิด: มาตรา 12 ตรี กำหนดว่า “ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” • "ไม่น้อยกว่าสามวัน" ผิด: มาตรา 12 ตรี กำหนดว่า “ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 12 ตรี: “การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง”
มาตรา 12 ตรี: “การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
2.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาในวันใด
- A. วันก่อนวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
- B. วันสิ้นเดือนที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
- C. วันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น ✓
- D. วันสิ้นปีที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น" มาตรา 9 ทวิ กำหนดว่า เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันก่อนวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น" ผิด: มาตรา 9 ทวิ กำหนดให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น • "วันสิ้นเดือนที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น มิใช่วันสิ้นเดือน • "วันสิ้นปีที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น มิใช่วันสิ้นปี อ้างอิงตัวบท มาตรา 9 ทวิ: “ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น”
มาตรา 9 ทวิ: “ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
2.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดถูกต้องตามมาตรา 83/2 แห่งประมวลรัษฎากร
- A. บุคคลดังกล่าวไม่มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน
- B. บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการ แต่ไม่มีหน้าที่ชำระภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน
- C. บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ชำระภาษี แต่ไม่มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน
- D. ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 82/1 (1) (3) (4) หรือ (5) และมาตรา 82/2 มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 82/1 (1) (3) (4) หรือ (5) และมาตรา 82/2 มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน" มาตรา 83/2 กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 82/1 (1) (3) (4) หรือ (5) และมาตรา 82/2 ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บุคคลดังกล่าวไม่มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน" ผิด: มาตรา 83/2 ระบุว่าบุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน • "บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการ แต่ไม่มีหน้าที่ชำระภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน" ผิด: มาตรา 83/2 กำหนดให้มีหน้าที่ทั้งยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน • "บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ชำระภาษี แต่ไม่มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน" ผิด: มาตรา 83/2 กำหนดให้มีหน้าที่ทั้งยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน อ้างอิงตัวบท มาตรา 83/2: “ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 82/1 (1) (3) (4) หรือ (5) และมาตรา 82/2 มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน”
มาตรา 83/2: “ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 82/1 (1) (3) (4) หรือ (5) และมาตรา 82/2 มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 84 กรณียื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะแบบเดิมไม่ถูกต้องครบถ้วน ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิขอคืนเครดิตภาษีพร้อมกับการดำเนินการใด
- A. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น ✓
- B. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีถัดไป
- C. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมครั้งถัดไป
- D. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีเดิมเท่านั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น" มาตรา 84 กำหนดว่า หากยื่นแบบเพิ่มเติมเพราะแบบเดิมไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 83/4 ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีถัดไป" ผิด: มาตรา 84 ระบุให้ขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น มิใช่แบบของเดือนภาษีถัดไป • "การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมครั้งถัดไป" ผิด: มาตรา 84 ระบุให้ขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น ไม่ใช่การยื่นครั้งถัดไป • "การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีเดิมเท่านั้น" ผิด: มาตรา 84 กำหนดข้อยกเว้นกรณีแบบเดิมไม่ถูกต้องครบถ้วนว่า ให้มีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น อ้างอิงตัวบท มาตรา 84: “เว้นแต่ในกรณีที่มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 83/4 ก็ให้มีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น”
มาตรา 84: “เว้นแต่ในกรณีที่มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 83/4 ก็ให้มีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 35 ตรี ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 71 ตรี หรือยื่นรายงาน เอกสาร หรือหลักฐานโดยแสดงข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษอย่างไร
- A. ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
- B. ปรับไม่เกินสองแสนบาท ✓
- C. ปรับไม่เกินสามแสนบาท
- D. ปรับไม่เกินห้าแสนบาท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปรับไม่เกินสองแสนบาท" มาตรา 35 ตรีกำหนดว่า ผู้กระทำดังกล่าวโดยไม่มีเหตุอันสมควรต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท" ผิด: มาตรา 35 ตรีกำหนดให้ปรับไม่เกินสองแสนบาท มิใช่หนึ่งแสนบาท • "ปรับไม่เกินสามแสนบาท" ผิด: มาตรา 35 ตรีระบุจำนวนค่าปรับสูงสุดไว้ที่สองแสนบาท มิใช่สามแสนบาท • "ปรับไม่เกินห้าแสนบาท" ผิด: ข้อความในมาตรา 35 ตรีกำหนดโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท มิใช่ห้าแสนบาท อ้างอิงตัวบท มาตรา 35 ตรี: “ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท”
มาตรา 35 ตรี: “ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 10 ตรี ในกรณีความตกลงหรืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากร ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้มาโดยหน้าที่ราชการ
- A. ระเบียบการแลกเปลี่ยนข้อมูลอาจขัดกับบทบัญญัติและเงื่อนไขของความตกลงหรืออนุสัญญาได้
- B. การแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวไม่ต้องเป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
- C. อธิบดีมีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง ✓
- D. กฎหมายห้ามอธิบดีแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อธิบดีมีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง" มาตรา 10 ตรี ให้อธิบดีมีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้มาโดยหน้าที่ราชการกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง โดยการแลกเปลี่ยนต้องเป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ระเบียบการแลกเปลี่ยนข้อมูลอาจขัดกับบทบัญญัติและเงื่อนไขของความตกลงหรืออนุสัญญาได้" ผิด: มาตรา 10 ตรี กำหนดว่าระเบียบดังกล่าวต้องสอดคล้องกับบทบัญญัติและเงื่อนไขของความตกลงหรืออนุสัญญานั้น • "การแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวไม่ต้องเป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด" ผิด: มาตรา 10 ตรี กำหนดให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด • "กฎหมายห้ามอธิบดีแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง" ผิด: มาตรา 10 ตรี ระบุว่าอธิบดีมีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้มาโดยหน้าที่ราชการกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง อ้างอิงตัวบท มาตรา 10 ตรี: “ให้อธิบดีในฐานะผู้แทนเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่ได้รับมอบหมายตามความตกลง หรืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้ หรือจะได้ทำกับรัฐบาลต่างประเทศ มีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้มาโดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้ กับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง”
มาตรา 10 ตรี: “ให้อธิบดีในฐานะผู้แทนเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่ได้รับมอบหมายตามความตกลง หรืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้ หรือจะได้ทำกับรัฐบาลต่างประเทศ มีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้มาโดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้ กับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 6 ได้ถูกต้อง เมื่อคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร
- A. ไม่มีผู้รับผิดชอบเพราะคณะบุคคลนั้นมิใช่นิติบุคคล
- B. ให้สมาชิกทุกคนของคณะนั้นร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบ
- C. ให้คณะบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบเองแม้มิใช่นิติบุคคล
- D. ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ" มาตรา 6 บัญญัติว่า ในกรณีที่คณะบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่และคณะนั้นมิใช่นิติบุคคล ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่มีผู้รับผิดชอบเพราะคณะบุคคลนั้นมิใช่นิติบุคคล" ผิด: มาตรา 6 ยืนยันให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบในกรณีดังกล่าว • "ให้สมาชิกทุกคนของคณะนั้นร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบ" ผิด: มาตรา 6 กำหนดเฉพาะว่า “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ” มิได้กำหนดให้สมาชิกทุกคนร่วมกันรับผิดชอบ • "ให้คณะบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบเองแม้มิใช่นิติบุคคล" ผิด: มาตรา 6 กำหนดให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่ให้คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลรับผิดชอบเอง อ้างอิงตัวบท มาตรา 6: “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ”
มาตรา 6: “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายผลของการกำหนดช่วงเวลาภาษีโดยพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 83/1 ได้ถูกต้อง
- A. แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน และให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น ✓
- B. แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินหกเดือน และให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น
- C. แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน และให้ถือเป็นรอบระยะเวลาบัญชีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น
- D. แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน แต่ไม่ให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน และให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น" ตามมาตรา 83/1 แต่ละช่วงเวลาภาษีที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาต้องมีกำหนดไม่เกินสามเดือน และเพื่อคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ถือแต่ละช่วงดังกล่าวเป็นเดือนภาษีสำหรับกิจการนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินหกเดือน และให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น" ผิด: มาตรา 83/1 กำหนดว่าแต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน • "แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน และให้ถือเป็นรอบระยะเวลาบัญชีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น" ผิด: มาตรา 83/1 กำหนดโดยเฉพาะให้ถือช่วงเวลาภาษีแต่ละช่วงเป็นเดือนภาษี มิใช่รอบระยะเวลาบัญชี • "แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน แต่ไม่ให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น" ผิด: มาตรา 83/1 ระบุให้ถือว่าช่วงเวลาภาษีแต่ละช่วงเป็นเดือนภาษีสำหรับกิจการนั้น ๆ อ้างอิงตัวบท มาตรา 83/1: “โดยให้แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือนก็ได้” มาตรา 83/1: “และเพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจการตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าช่วงเวลาภาษีแต่ละช่วงตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาเป็นเดือนภาษีสำหรับกิจการนั้น ๆ”
มาตรา 83/1: “โดยให้แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือนก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดกล่าวถึงหน่วยงานที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อกรมสรรพากรตามมาตรา 83/10 ได้ถูกต้อง
- A. สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ
- B. สินค้านำเข้าให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ ✓
- C. สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ
- D. สินค้านำเข้าให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สินค้านำเข้าให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ" มาตรา 83/10 (1) กำหนดให้กรมศุลกากรเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้านำเข้าเพื่อกรมสรรพากร ส่วน (2) กำหนดให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ" ผิด: มาตรา 83/10 (1) ระบุให้กรมศุลกากรเรียกเก็บสำหรับสินค้าที่นำเข้า • "สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ" ผิด: มาตรา 83/10 (2) ระบุให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วย • "สินค้านำเข้าให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ" ผิด: มาตรา 83/10 (1) กำหนดให้กรมศุลกากรเรียกเก็บสำหรับสินค้านำเข้า และ (2) กำหนดให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บสำหรับการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วย อ้างอิงตัวบท มาตรา 83/10: “สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร” มาตรา 83/10: “สำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร”
มาตรา 83/10: “สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
นาย ก. เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ต่อมานาย ก. ถึงแก่ความตาย ผู้ใดมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีแทนนาย ก. ตามมาตรา 83/3
- A. ผู้ชำระบัญชีและผู้รับผิดชอบในการจัดการก่อนวันเลิกนิติบุคคล
- B. ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี
- C. ผู้จัดการมรดก ทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก ✓
- D. ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หรือบุคคลหนึ่งในคณะบุคคลนั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้จัดการมรดก ทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและถึงแก่ความตาย เข้ากรณีมาตรา 83/3 (2) ซึ่งกำหนดให้ผู้จัดการมรดก ทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีแทน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ชำระบัญชีและผู้รับผิดชอบในการจัดการก่อนวันเลิกนิติบุคคล" ผิด: มาตรา 83/3 (2) ใช้กับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นบุคคลธรรมดาและถึงแก่ความตาย มิใช่กรณีนิติบุคคลเลิกกันตามมาตรา 83/3 (5) • "ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี" ผิด: มาตรา 83/3 (2) กำหนดกรณีบุคคลธรรมดาถึงแก่ความตายให้ผู้จัดการมรดก ทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกเป็นผู้มีหน้าที่ • "ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หรือบุคคลหนึ่งในคณะบุคคลนั้น" ผิด: มาตรา 83/3 (2) ระบุบุคคลผู้มีหน้าที่สำหรับกรณีบุคคลธรรมดาถึงแก่ความตายไว้ต่างหาก คือผู้จัดการมรดก ทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก อ้างอิงตัวบท มาตรา 83/3: “(2) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือผู้นำเข้าเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งถึงแก่ความตาย ได้แก่ ผู้จัดการมรดก ทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก”
มาตรา 83/3: “(2) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือผู้นำเข้าเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งถึงแก่ความตาย ได้แก่ ผู้จัดการมรดก ทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
นาย ก. เป็นผู้ทอดตลาดและได้ขายทอดตลาดทรัพย์สินของบริษัท ค. จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 83/5 นาย ก. ต้องดำเนินการอย่างไร
- A. นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่ต้องเสีย โดยไม่ต้องยื่นรายการตามแบบนำส่งภาษี
- B. นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่ต้องเสีย ณ สถานที่และกำหนดเวลาที่นาย ก. เลือกเอง
- C. ไม่มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะบริษัท ค. จำกัดต้องนำส่งภาษีด้วยตนเอง
- D. นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่ต้องเสีย โดยยื่นรายการตามแบบนำส่งภาษีที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่และกำหนดเวลาตามมาตรา 52 ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่ต้องเสีย โดยยื่นรายการตามแบบนำส่งภาษีที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่และกำหนดเวลาตามมาตรา 52" กรณีนี้นาย ก. เป็นผู้ทอดตลาดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน จึงเข้าหลักมาตรา 83/5 ซึ่งกำหนดให้ผู้ทอดตลาดนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องเสีย โดยยื่นรายการตามแบบนำส่งภาษีที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่และกำหนดเวลาตามมาตรา 52 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่ต้องเสีย โดยไม่ต้องยื่นรายการตามแบบนำส่งภาษี" ผิด: มาตรา 83/5 กำหนดให้ผู้มีหน้าที่นำส่งยื่นรายการตามแบบนำส่งภาษีที่อธิบดีกำหนด • "นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่ต้องเสีย ณ สถานที่และกำหนดเวลาที่นาย ก. เลือกเอง" ผิด: มาตรา 83/5 กำหนดให้นำส่ง ณ สถานที่และกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 52 • "ไม่มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะบริษัท ค. จำกัดต้องนำส่งภาษีด้วยตนเอง" ผิด: มาตรา 83/5 กำหนดให้ผู้ทอดตลาดมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องเสีย อ้างอิงตัวบท มาตรา 83/5: “ในการขายทอดตลาด ให้ผู้ทอดตลาดซึ่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องเสีย” มาตรา 83/5: “นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มโดยยื่นรายการตามแบบนำส่งภาษีที่อธิบดีกำหนด” มาตรา 83/5: “ณ สถานที่และกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 52” มาตรา 83/5: “และกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 52”
มาตรา 83/5: “ในการขายทอดตลาด ให้ผู้ทอดตลาดซึ่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องเสีย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
4s
Middle 50%
4s–4s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศไทย จ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการต่างประเทศที่เข้ามาให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3 ตามมาตรา 83/6 ข้อใดถูกต้อง
- A. บริษัท ค. จำกัด มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการต่างประเทศมีหน้าที่เสียภาษี ✓
- B. บริษัท ค. จำกัด มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเมื่อผู้ประกอบการต่างประเทศจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว
- C. บริษัท ค. จำกัด ไม่มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะผู้ประกอบการต่างประเทศไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว
- D. ผู้ประกอบการต่างประเทศมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยบริษัท ค. จำกัด ไม่มีหน้าที่นำส่ง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บริษัท ค. จำกัด มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการต่างประเทศมีหน้าที่เสียภาษี" ข้อเท็จจริงที่ผู้ประกอบการต่างประเทศเข้ามาให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวและไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว เข้าเงื่อนไขมาตรา 83/6 (1) จึงทำให้บริษัท ค. จำกัด ซึ่งเป็นผู้จ่ายค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริษัท ค. จำกัด มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเมื่อผู้ประกอบการต่างประเทศจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว" ผิด: มาตรา 83/6 (1) กำหนดกรณีที่ผู้ประกอบการไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว มิใช่กรณีที่จดทะเบียนแล้ว • "บริษัท ค. จำกัด ไม่มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะผู้ประกอบการต่างประเทศไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว" ผิด: มาตรา 83/6 (1) ระบุกรณีผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวไว้เป็นกรณีที่ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่นำส่งภาษี • "ผู้ประกอบการต่างประเทศมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยบริษัท ค. จำกัด ไม่มีหน้าที่นำส่ง" ผิด: มาตรา 83/6 กำหนดให้ผู้จ่ายเงินค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงไม่อาจกล่าวว่าบริษัท ค. จำกัด ไม่มีหน้าที่นำส่ง อ้างอิงตัวบท มาตรา 83/6: “เมื่อมีการชำระราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการให้กับผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ให้ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษี” มาตรา 83/6: “(1) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3”
มาตรา 83/6: “เมื่อมีการชำระราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการให้กับผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ให้ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้นำเข้าที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรและมิได้นำเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บน บริษัท ค. จำกัด ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อผู้ใด ณ ที่ใด และพร้อมกับสิ่งใด
- A. ชำระต่อเจ้าพนักงานสรรพากร ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ พร้อมกับการชำระอากรขาเข้า
- B. ชำระต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ณ ด่านศุลกากร พร้อมกับการชำระอากรขาเข้า ✓
- C. ชำระต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ณ ด่านศุลกากร ก่อนการชำระอากรขาเข้า
- D. ชำระต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ณ ด่านศุลกากร พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ชำระต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ณ ด่านศุลกากร พร้อมกับการชำระอากรขาเข้า" กรณีนี้เป็นการนำเข้าสินค้าที่มิได้นำเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บน จึงเป็นไปตามมาตรา 83/8 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ณ ด่านศุลกากร พร้อมกับการชำระอากรขาเข้า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ชำระต่อเจ้าพนักงานสรรพากร ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ พร้อมกับการชำระอากรขาเข้า" ผิด: มาตรา 83/8 กำหนดให้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากร โดยดำเนินการ ณ ด่านศุลกากร • "ชำระต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ณ ด่านศุลกากร ก่อนการชำระอากรขาเข้า" ผิด: มาตรา 83/8 กำหนดให้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการชำระอากรขาเข้า มิใช่ชำระก่อน • "ชำระต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ณ ด่านศุลกากร พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม" ผิด: มาตรา 83/8 ระบุให้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการชำระอากรขาเข้า ไม่ใช่พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม อ้างอิงตัวบท มาตรา 83/8: “ให้ผู้นำเข้าที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มยื่นใบขนสินค้าตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนดต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ณ ด่านศุลกากรตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากร” มาตรา 83/8: “และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากร พร้อมกับการชำระอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร”
มาตรา 83/8: “ให้ผู้นำเข้าที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มยื่นใบขนสินค้าตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนดต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ณ ด่านศุลกากรตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
นาย ก. ได้รับแจ้งการประเมินภาษีอากรจากอำเภอและประสงค์จะอุทธรณ์การประเมินของอำเภอเป็นครั้งแรก ตามมาตรา 29 นาย ก. ต้องดำเนินการอย่างไร
- A. อุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
- B. อุทธรณ์ต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
- C. อุทธรณ์ต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ✓
- D. อุทธรณ์ต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อุทธรณ์ต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน" กรณีนี้เป็นการอุทธรณ์การประเมินของอำเภอในขั้นแรก จึงเข้าเงื่อนไขมาตรา 29 (1) ซึ่งกำหนดให้อุทธรณ์ต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน" ผิด: มาตรา 29 (1) กำหนดให้การอุทธรณ์การประเมินของอำเภอยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมิน ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับอุทธรณ์ในขั้นตามมาตรา 29 (2) • "อุทธรณ์ต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน" ผิด: มาตรา 29 (1) กำหนดให้กรณีนี้อุทธรณ์ต่อเจ้าพนักงานประเมิน ขณะที่มาตรา 29 (3) กล่าวถึงการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาล • "อุทธรณ์ต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน" ผิด: มาตรา 29 (1) กำหนดให้อุทธรณ์ภายใน 15 วัน ไม่ใช่ 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน อ้างอิงตัวบท มาตรา 29: “ให้อุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน”
มาตรา 29: “ให้อุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
นาย ก. ได้รับแจ้งการประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่ประเมิน โดยเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมินมีสำนักงานอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ และไม่เป็นกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 21 หรือมาตรา 25 นาย ก. ต้องอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาใดและต่อผู้ใด
- A. ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน สรรพากรเขตหรือผู้แทน และอัยการจังหวัดหรือผู้แทน
- B. ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ต่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีภาษีอากร
- C. ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ประกอบด้วยอธิบดีหรือผู้แทน ผู้แทนกรมอัยการ และผู้แทนกรมมหาดไทย
- D. ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน สรรพากรเขตหรือผู้แทน และอัยการจังหวัดหรือผู้แทน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน สรรพากรเขตหรือผู้แทน และอัยการจังหวัดหรือผู้แทน" ข้อเท็จจริงว่าเจ้าพนักงานประเมินมีสำนักงานอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ทำให้เป็นกรณีสำนักงานอยู่ในเขตจังหวัดอื่นตามมาตรา 30 (1) (ข) จึงต้องอุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่มีองค์ประกอบตามที่มาตราดังกล่าวกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน สรรพากรเขตหรือผู้แทน และอัยการจังหวัดหรือผู้แทน" ผิด: มาตรา 30 กำหนดให้อุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน มิใช่สี่สิบห้าวัน • "ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ต่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีภาษีอากร" ผิด: มาตรา 30 (1) (ข) ให้กรณีนี้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ส่วนการอุทธรณ์ต่อศาลตาม (2) เป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการ • "ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ประกอบด้วยอธิบดีหรือผู้แทน ผู้แทนกรมอัยการ และผู้แทนกรมมหาดไทย" ผิด: มาตรา 30 (1) (ข) กำหนดว่า หากสำนักงานอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ต้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน สรรพากรเขตหรือผู้แทน และอัยการจังหวัดหรือผู้แทน อ้างอิงตัวบท มาตรา 30: “ให้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน” มาตรา 30: “ถ้าเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมินมีสำนักงานอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน สรรพากรเขตหรือผู้แทน และอัยการจังหวัดหรือผู้แทน”
มาตรา 30: “ให้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
นาย ก. อุทธรณ์การประเมินภาษีและได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ต่อมานาย ก. ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ข้อใดถูกต้องตามมาตรา 31
- A. การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร แต่นาย ก. ต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ✓
- B. เมื่อได้รับอนุมัติให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ นาย ก. ไม่มีหน้าที่ชำระภาษีอากรตามคำวินิจฉัยนั้น
- C. การอุทธรณ์เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร และนาย ก. รอชำระจนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้
- D. การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร และนาย ก. ต้องชำระทันทีที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร แต่นาย ก. ต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์" ตามมาตรา 31 การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร แต่ข้อเท็จจริงที่นาย ก. ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ทำให้นาย ก. มีหน้าที่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อได้รับอนุมัติให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ นาย ก. ไม่มีหน้าที่ชำระภาษีอากรตามคำวินิจฉัยนั้น" ผิด: มาตรา 31 กำหนดว่าผู้ได้รับอนุมัติให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ยังมีหน้าที่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ • "การอุทธรณ์เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร และนาย ก. รอชำระจนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้" ผิด: มาตรา 31 ระบุว่า “การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร” • "การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร และนาย ก. ต้องชำระทันทีที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์" ผิด: กรณีได้รับอนุมัติให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ มาตรา 31 กำหนดให้ชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ อ้างอิงตัวบท มาตรา 31: “การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร” มาตรา 31: “เว้นแต่กรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาได้ ก็ให้มีหน้าที่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์”
มาตรา 31: “การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
0s
Middle 50%
0s–0s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายอำนาจในการออกหมายเรียกเพื่อวินิจฉัยอุทธรณ์และระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าตามมาตรา 32 ได้ถูกต้อง
- A. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ แต่สั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงไม่ได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย
- B. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย ✓
- C. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนได้ แต่ไม่มีอำนาจออกหมายเรียกพยาน โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย
- D. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันส่งหมาย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย" มาตรา 32 ให้อำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน ออกหมายเรียกพยาน และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาแสดง โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ แต่สั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงไม่ได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย" ผิด: มาตรา 32 ให้อำนาจสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนำ “สมุดบัญชี หรือพยานหลักฐานอย่างอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้” • "ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนได้ แต่ไม่มีอำนาจออกหมายเรียกพยาน โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย" ผิด: มาตรา 32 ระบุว่ามีอำนาจ “ออกหมายเรียกพยาน” ด้วย • "ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันส่งหมาย" ผิด: มาตรา 32 กำหนดว่า “ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย” ไม่ใช่สิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 32: “มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน” มาตรา 32: “ออกหมายเรียกพยาน” มาตรา 32: “กับสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนั้นนำสมุดบัญชี” มาตรา 32: “หรือพยานหลักฐานอย่างอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้” มาตรา 32: “แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย”
มาตรา 32: “มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
นาย ก. เป็นผู้อุทธรณ์และไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกตามมาตรา 32 โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร กรณีนี้มีผลอย่างไรตามมาตรา 33
- A. นาย ก. ยังคงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป
- B. นาย ก. หมดสิทธิตอบคำถาม แต่ยังมีสิทธิอุทธรณ์ต่อไป
- C. นาย ก. หมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป ✓
- D. สิทธิอุทธรณ์ของนาย ก. ถูกพักไว้จนกว่าจะปฏิบัติตามหมายเรียก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. หมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. เป็นผู้อุทธรณ์และไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกตามมาตรา 32 โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ตรงตามเงื่อนไขในมาตรา 33 จึงทำให้นาย ก. หมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. ยังคงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป" ผิด: มาตรา 33 ระบุว่า เมื่อไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ผู้นั้น “หมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป” • "นาย ก. หมดสิทธิตอบคำถาม แต่ยังมีสิทธิอุทธรณ์ต่อไป" ผิด: มาตรา 33 กำหนดผลให้หมดสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป ไม่ใช่หมดสิทธิตอบคำถามแล้วยังคงสิทธิอุทธรณ์ • "สิทธิอุทธรณ์ของนาย ก. ถูกพักไว้จนกว่าจะปฏิบัติตามหมายเรียก" ผิด: มาตรา 33 ใช้คำว่า “หมดสิทธิ” มิใช่พักสิทธิไว้จนกว่าจะปฏิบัติตามหมายเรียก อ้างอิงตัวบท มาตรา 33: “ผู้อุทธรณ์คนใดไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งตามมาตรา 32 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป”
มาตรา 33: “ผู้อุทธรณ์คนใดไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งตามมาตรา 32 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
3s
Middle 50%
3s–3s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายรูปแบบและการส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 34 ได้ถูกต้อง
- A. ให้แจ้งด้วยวาจาและให้ส่งไปยังเจ้าพนักงานประเมิน
- B. ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังเจ้าพนักงานประเมิน
- C. ให้แจ้งด้วยวาจาและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์
- D. ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์" มาตรา 34 กำหนดให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ทำเป็นหนังสือและส่งไปยังผู้อุทธรณ์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้แจ้งด้วยวาจาและให้ส่งไปยังเจ้าพนักงานประเมิน" ผิด: มาตรา 34 กำหนดให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์ • "ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังเจ้าพนักงานประเมิน" ผิด: มาตรา 34 กำหนดให้ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ “ไปยังผู้อุทธรณ์” • "ให้แจ้งด้วยวาจาและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์" ผิด: มาตรา 34 กำหนดให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ “ทำเป็นหนังสือ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 34: “ให้ทำเป็นหนังสือ” มาตรา 34: “และให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์”
มาตรา 34: “ให้ทำเป็นหนังสือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับโทษตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร
- A. ผู้ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ มาตรา 51 หรือมาตรา 69 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย ✓
- B. ผู้ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ มาตรา 51 หรือมาตรา 69 ต้องระวางโทษปรับ แม้จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย
- C. ผู้ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ มาตรา 51 หรือมาตรา 69 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย
- D. ผู้ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ มาตรา 51 หรือมาตรา 69 ต้องระวางโทษจำคุก เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ มาตรา 51 หรือมาตรา 69 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย" มาตรา 35 กำหนดว่า ผู้ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ มาตรา 51 หรือมาตรา 69 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท โดยมีข้อยกเว้นเมื่อแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ มาตรา 51 หรือมาตรา 69 ต้องระวางโทษปรับ แม้จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย" ผิด: มาตรา 35 ระบุข้อยกเว้นว่า “เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย” • "ผู้ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ มาตรา 51 หรือมาตรา 69 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย" ผิด: มาตรา 35 กำหนดโทษปรับไว้ว่า “ไม่เกินสองพันบาท” มิใช่ไม่เกินห้าพันบาท • "ผู้ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ มาตรา 51 หรือมาตรา 69 ต้องระวางโทษจำคุก เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย" ผิด: มาตรา 35 กำหนดให้ “ต้องระวางโทษปรับ” ไม่ได้กำหนดโทษจำคุก อ้างอิงตัวบท มาตรา 35: “ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ มาตรา 51 หรือมาตรา 69 เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท” มาตรา 35: “เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย”
มาตรา 35: “ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ มาตรา 51 หรือมาตรา 69 เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด ฝ่าฝืนมาตรา 12 ทวิ โดยการกระทำความผิดเกิดจากการสั่งการของนาย ก. ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัท ตามมาตรา 35 ทวิ นาย ก. ต้องรับผิดอย่างไร
- A. นาย ก. ต้องรับเฉพาะโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท โดยไม่ต้องรับโทษจำคุก
- B. นาย ก. ต้องรับโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาทด้วย ✓
- C. นาย ก. ไม่ต้องรับโทษ เพราะผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล
- D. นาย ก. ต้องรับโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทด้วย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. ต้องรับโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาทด้วย" ข้อเท็จจริงที่ว่าความผิดของบริษัทเกิดจากการสั่งการของนาย ก. ซึ่งเป็นกรรมการ เข้ากรณีมาตรา 35 ทวิ วรรคสอง นาย ก. จึงต้องรับโทษตามวรรคหนึ่งด้วย คือจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. ต้องรับเฉพาะโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท โดยไม่ต้องรับโทษจำคุก" ผิด: มาตรา 35 ทวิ กำหนดให้ผู้นั้นรับโทษตามวรรคหนึ่ง ซึ่งระบุทั้งจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท • "นาย ก. ไม่ต้องรับโทษ เพราะผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล" ผิด: มาตรา 35 ทวิ กำหนดว่า หากความผิดของนิติบุคคลเกิดจากการสั่งการของกรรมการ ผู้นั้นต้องรับโทษตามวรรคหนึ่งด้วย • "นาย ก. ต้องรับโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทด้วย" ผิด: มาตรา 35 ทวิ วรรคหนึ่งกำหนดโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท อ้างอิงตัวบท มาตรา 35 ทวิ: “ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการ” มาตรา 35 ทวิ: “ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งด้วย” มาตรา 35 ทวิ: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี” มาตรา 35 ทวิ: “และปรับไม่เกินสองแสนบาท”
มาตรา 35 ทวิ: “ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งที่ระบุไว้ในมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษอย่างไร
- A. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- B. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี
- C. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
- D. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามมาตรา 36 ผู้กระทำดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดโทษจำคุกไว้ว่า “ไม่เกินหนึ่งเดือน” • "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี" ผิด: มาตรา 36 ใช้ถ้อยคำว่า “หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” จึงไม่ได้บังคับให้ลงโทษทั้งสองอย่างในทุกกรณี • "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดค่าปรับไว้ว่า “ไม่เกินสองพันบาท” อ้างอิงตัวบท มาตรา 36: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน” มาตรา 36: “หรือปรับไม่เกินสองพันบาท” มาตรา 36: “หรือทั้งจำทั้งปรับ”
มาตรา 36: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ผู้กระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษเท่าใด
- A. จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
- B. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท
- C. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
- D. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท" มาตรา 37 กำหนดให้ผู้กระทำการตามที่บัญญัติไว้ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท" ผิด: มาตรา 37 กำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำไว้ที่สามเดือน ไม่ใช่หกเดือน • "จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท" ผิด: มาตรา 37 กำหนดค่าปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท • "จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท" ผิด: มาตรา 37 กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงไว้ที่เจ็ดปี ไม่ใช่ห้าปี อ้างอิงตัวบท มาตรา 37: “ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี” มาตรา 37: “และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท”
มาตรา 37: “ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
นาย ก. มีหน้าที่ยื่นรายการตามลักษณะนี้ แต่เจตนาไม่ยื่นรายการดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร นาย ก. ต้องรับโทษตามมาตรา 37 ทวิ อย่างไร
- A. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
- B. ปรับไม่เกินสองแสนบาท โดยไม่มีโทษจำคุก
- C. จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- D. ไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 37 ทวิ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" นาย ก. มีหน้าที่ยื่นรายการ แต่เจตนาไม่ยื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร จึงตรงตามมาตรา 37 ทวิ ซึ่งกำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปรับไม่เกินสองแสนบาท โดยไม่มีโทษจำคุก" ผิด: มาตรา 37 ทวิ กำหนดให้ลงโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ มิได้กำหนดเฉพาะโทษปรับ • "จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 37 ทวิ กำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี มิใช่ไม่เกินสองปี • "ไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 37 ทวิ" ผิด: มาตรา 37 ทวิ บัญญัติให้ผู้ที่เจตนาไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีต้องระวางโทษ อ้างอิงตัวบท มาตรา 37 ทวิ: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี” มาตรา 37 ทวิ: “หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท” มาตรา 37 ทวิ: “หรือทั้งจำทั้งปรับ”
มาตรา 37 ทวิ: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
38s
Middle 50%
38s–38s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายอำนาจเปิดเผยรายละเอียดของอธิบดีตามมาตรา 10 ทวิ ได้ถูกต้อง
- A. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ แต่เปิดเผยฐานภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้
- B. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด ✓
- C. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้สอบบัญชีได้ แต่เปิดเผยพฤติการณ์ของผู้สอบบัญชีไม่ได้
- D. แม้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีก็ไม่มีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด" มาตรา 10 ทวิ ให้อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสียเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ แต่เปิดเผยฐานภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้" ผิด: มาตรา 10 ทวิ (1) ระบุให้อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยฐานภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการจดทะเบียนด้วย • "เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้สอบบัญชีได้ แต่เปิดเผยพฤติการณ์ของผู้สอบบัญชีไม่ได้" ผิด: มาตรา 10 ทวิ (3) ระบุให้เปิดเผยได้ทั้งชื่อผู้สอบบัญชีและพฤติการณ์เกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต • "แม้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีก็ไม่มีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย" ผิด: มาตรา 10 ทวิ (2) ระบุให้อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย อ้างอิงตัวบท มาตรา 10 ทวิ: “เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยรายละเอียดดังต่อไปนี้” มาตรา 10 ทวิ: “(2) ชื่อผู้เสียภาษีอากร” มาตรา 10 ทวิ: “(2) ชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย” มาตรา 10 ทวิ: “ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด”
มาตรา 10 ทวิ: “เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยรายละเอียดดังต่อไปนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
2.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 11 ทวิ ผู้เสียภาษีอากรที่ต้องการขอใบแทนใบเสร็จต้องขอรับ ณ ที่ใด และเสียค่าธรรมเนียมเท่าใด
- A. ขอรับได้ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์
- B. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
- C. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์ ✓
- D. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 1 บาท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์" มาตรา 11 ทวิ กำหนดให้ผู้เสียภาษีอากรขอรับใบแทนใบเสร็จได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ขอรับได้ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์" ผิด: มาตรา 11 ทวิ ระบุให้ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ • "ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม" ผิด: มาตรา 11 ทวิ กำหนดให้เสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์ • "ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 1 บาท" ผิด: มาตรา 11 ทวิ กำหนดค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์ ไม่ใช่ 1 บาท อ้างอิงตัวบท มาตรา 11 ทวิ: “ให้ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ” มาตรา 11 ทวิ: “เสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์”
มาตรา 11 ทวิ: “ให้ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
2.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
นาย ก. เป็นผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากร เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว นาย ก. มิได้ชำระ ตามมาตรา 12 ข้อใดกล่าวถึงผลและอำนาจของอธิบดีได้ถูกต้อง
- A. ภาษีนั้นเป็นภาษีอากรค้าง แต่อธิบดีมีอำนาจสั่งอายัดทรัพย์สินได้โดยห้ามขายทอดตลาด
- B. ภาษีนั้นยังไม่เป็นภาษีอากรค้าง แต่อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินได้
- C. ภาษีนั้นเป็นภาษีอากรค้าง แต่อธิบดีต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่งก่อนดำเนินการ
- D. ภาษีนั้นเป็นภาษีอากรค้าง และอธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของนาย ก. ได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภาษีนั้นเป็นภาษีอากรค้าง และอธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของนาย ก. ได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. มิได้ชำระภาษีเมื่อถึงกำหนดทำให้ภาษีนั้นเป็นภาษีอากรค้างตามมาตรา 12 และเพื่อให้ได้รับชำระ อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภาษีนั้นเป็นภาษีอากรค้าง แต่อธิบดีมีอำนาจสั่งอายัดทรัพย์สินได้โดยห้ามขายทอดตลาด" ผิด: มาตรา 12 ระบุให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินเพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง • "ภาษีนั้นยังไม่เป็นภาษีอากรค้าง แต่อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินได้" ผิด: มาตรา 12 กำหนดว่าเมื่อถึงกำหนดชำระแล้วมิได้เสียหรือนำส่ง ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง • "ภาษีนั้นเป็นภาษีอากรค้าง แต่อธิบดีต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่งก่อนดำเนินการ" ผิด: มาตรา 12 ให้อธิบดีสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อ้างอิงตัวบท มาตรา 12: “ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่ง ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง” มาตรา 12: “ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากร” มาตรา 12: “โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง”
มาตรา 12: “ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่ง ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
2s
Middle 50%
2s–2s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
2.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
เจ้าพนักงานมีคำสั่งยึดทรัพย์สินของนาย ก. ตามมาตรา 12 แล้ว โดยนาย ข. กำลังช่วยนาย ก. จัดการทรัพย์สินนั้น ข้อใดกล่าวถูกต้องตามมาตรา 12 ทวิ
- A. ทั้งนาย ก. และนาย ข. ห้ามทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์สินนั้นให้บุคคลอื่น ✓
- B. นาย ข. ย้ายหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินได้ แต่นาย ก. ห้ามทำลายหรือโอน
- C. นาย ก. ทำลายหรือย้ายทรัพย์สินได้ แต่นาย ข. ห้ามซ่อนเร้นหรือรับโอน
- D. นาย ก. โอนทรัพย์สินให้นาย ข. ได้ แต่ทั้งสองคนห้ามทำลายหรือซ่อนเร้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ทั้งนาย ก. และนาย ข. ห้ามทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์สินนั้นให้บุคคลอื่น" เมื่อทรัพย์สินของนาย ก. มีคำสั่งยึดตามมาตรา 12 แล้ว ย่อมเข้าเงื่อนไขของมาตรา 12 ทวิ ซึ่งห้ามผู้ใด รวมทั้งนาย ก. และนาย ข. ทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้บุคคลอื่น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ข. ย้ายหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินได้ แต่นาย ก. ห้ามทำลายหรือโอน" ผิด: มาตรา 12 ทวิใช้ถ้อยคำว่า “ห้ามผู้ใด” และห้ามย้ายไปเสียหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่ถูกยึด • "นาย ก. ทำลายหรือย้ายทรัพย์สินได้ แต่นาย ข. ห้ามซ่อนเร้นหรือรับโอน" ผิด: มาตรา 12 ทวิระบุว่า “ห้ามผู้ใดทำลาย ย้ายไปเสีย” ซึ่งรวมถึงนาย ก. ผู้เป็นเจ้าของด้วย • "นาย ก. โอนทรัพย์สินให้นาย ข. ได้ แต่ทั้งสองคนห้ามทำลายหรือซ่อนเร้น" ผิด: มาตรา 12 ทวิห้ามผู้ใด “โอนไปให้แก่บุคคลอื่น” ซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด อ้างอิงตัวบท มาตรา 12 ทวิ: “ห้ามผู้ใดทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดดังกล่าว”
มาตรา 12 ทวิ: “ห้ามผู้ใดทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดดังกล่าว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
89s
Middle 50%
89s–89s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายอำนาจตามมาตรา 12 ตรี เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 12 ได้ถูกต้อง
- A. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร
- B. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน ✓
- C. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้
- D. อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน" มาตรา 12 ตรีให้อำนาจแก่ทั้งผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดในการออกหมายเรียก สั่งให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร" ผิด: มาตรา 12 ตรี (3) กำหนดให้ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้นหรือยึด • "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้" ผิด: มาตรา 12 ตรี (1) ให้อำนาจออกหมายเรียกทั้งผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้างและบุคคลใด ๆ ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากรค้าง • "อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว" ผิด: มาตรา 12 ตรีระบุให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจดำเนินการตาม (1) ถึง (3) อ้างอิงตัวบท มาตรา 12 ตรี: “ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจ (1) ออกหมายเรียกผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง” มาตรา 12 ตรี: “(2) สั่งบุคคลดังกล่าวใน (1) ให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันจำเป็นแก่การจัดเก็บภาษีอากรค้างมาตรวจสอบ” มาตรา 12 ตรี: “(3) ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้น” มาตรา 12 ตรี: “หรือยึดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นของบุคคลดังกล่าวใน (1)”
มาตรา 12 ตรี: “ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจ (1) ออกหมายเรียกผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 13 เจ้าพนักงานผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 10 ต้องระวางโทษอย่างไร
- A. จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- B. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
- C. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
- D. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" มาตรา 13 กำหนดว่า เจ้าพนักงานผู้ฝ่าฝืนมาตรา 10 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 13 กำหนดโทษจำคุกไว้ว่า “ไม่เกินหนึ่งปี” • "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท" ผิด: มาตรา 13 ใช้คำว่า “หรือ” และกำหนดทางเลือกไว้ว่า “หรือทั้งจำทั้งปรับ” มิได้บังคับว่าต้องจำคุกและปรับพร้อมกัน • "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 13 กำหนดโทษปรับไว้ว่า “ไม่เกินสองหมื่นบาท” อ้างอิงตัวบท มาตรา 13: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี” มาตรา 13: “หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท” มาตรา 13: “หรือทั้งจำทั้งปรับ”
มาตรา 13: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายหน้าที่ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่นตามมาตรา 7 ได้ถูกต้อง
- A. ให้กรรมการเป็นผู้ลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียว
- B. ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้จัดการร่วมกันลงลายมือชื่อ
- C. ไม่ต้องมีผู้ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่น
- D. ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ" มาตรา 7 กำหนดว่า รายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่น ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้กรรมการเป็นผู้ลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียว" ผิด: มาตรา 7 ระบุทางเลือกไว้ว่า “กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการ” มิได้กำหนดเฉพาะกรรมการเพียงผู้เดียว • "ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้จัดการร่วมกันลงลายมือชื่อ" ผิด: มาตรา 7 ใช้คำว่า “หรือ” ระหว่างกรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้จัดการ มิได้กำหนดให้ร่วมกันลงลายมือชื่อ • "ไม่ต้องมีผู้ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่น" ผิด: มาตรา 7 กำหนดให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ อ้างอิงตัวบท มาตรา 7: “ให้กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ”
มาตรา 7: “ให้กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
0s
Middle 50%
0s–0s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
เจ้าพนักงานสรรพากรนำหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรไปส่งให้นาย ก. ณ สำนักงานของนาย ก. ในเวลาทำการ แต่ไม่พบนาย ก. และพบนาง ข. ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและทำงานอยู่ในสำนักงานนั้น ตามมาตรา 8 เจ้าพนักงานสรรพากรดำเนินการอย่างไรได้ และมีผลอย่างไร
- A. ส่งให้นาง ข. ได้ และเมื่อส่งแล้วให้ถือว่านาย ก. ได้รับหนังสือแล้ว ✓
- B. ต้องปิดหนังสือไว้ที่สำนักงานของนาย ก. และจึงถือว่าได้รับแล้ว
- C. ส่งให้นาง ข. ได้ แต่ยังไม่ถือว่านาย ก. ได้รับจนกว่าจะรับด้วยตนเอง
- D. ส่งให้นาง ข. ไม่ได้ เพราะต้องส่งให้นาย ก. ด้วยตนเอง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่งให้นาง ข. ได้ และเมื่อส่งแล้วให้ถือว่านาย ก. ได้รับหนังสือแล้ว" กรณีนี้ไม่พบนาย ก. ที่สำนักงาน แต่นาง ข. บรรลุนิติภาวะแล้วและทำงานอยู่ในสำนักงานนั้น จึงเข้าหลักมาตรา 8 ที่ให้ส่งหนังสือแก่นาง ข. ได้ และเมื่อดำเนินการแล้วให้ถือว่านาย ก. ได้รับหนังสือแล้ว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องปิดหนังสือไว้ที่สำนักงานของนาย ก. และจึงถือว่าได้รับแล้ว" ผิด: มาตรา 8 ให้ใช้วิธีปิดหนังสือเมื่อไม่สามารถส่งตามวิธีในวรรคหนึ่งได้ แต่กรณีนี้สามารถส่งให้นาง ข. ซึ่งบรรลุนิติภาวะและทำงานในสำนักงานนั้นได้ • "ส่งให้นาง ข. ได้ แต่ยังไม่ถือว่านาย ก. ได้รับจนกว่าจะรับด้วยตนเอง" ผิด: มาตรา 8 บัญญัติว่า เมื่อได้ปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้ว • "ส่งให้นาง ข. ไม่ได้ เพราะต้องส่งให้นาย ก. ด้วยตนเอง" ผิด: มาตรา 8 ระบุว่า เมื่อไม่พบผู้รับ จะส่งให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและทำงานในสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้รับก็ได้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 8: “ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้รับนั้นก็ได้” มาตรา 8: “เมื่อได้ปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้ว”
มาตรา 8: “ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้รับนั้นก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
2.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายหลักการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 ได้ถูกต้อง
- A. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ผู้คำนวณเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนได้เอง
- B. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ ✓
- C. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ
- D. แม้จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ต้องใช้อัตราที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ" มาตรา 9 วางหลักว่า เมื่อจำเป็นต้องคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ แต่หลักดังกล่าวใช้ภายใต้ข้อยกเว้นว่าไม่มีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ผู้คำนวณเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนได้เอง" ผิด: มาตรา 9 กำหนดโดยเฉพาะให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ มิใช่ให้ผู้คำนวณเลือกเอง • "เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ" ผิด: มาตรา 9 กำหนดให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ • "แม้จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ต้องใช้อัตราที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ" ผิด: มาตรา 9 เปิดข้อยกเว้นไว้ด้วยถ้อยคำว่า “เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” อ้างอิงตัวบท มาตรา 9: “เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” มาตรา 9: “ถ้าจำเป็นต้องคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้” มาตรา 9: “ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ”
มาตรา 9: “เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
0s
Middle 50%
0s–0s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
2.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
นาย ก. ตกลงรับทรัพย์สินวันที่ 5 มกราคม ได้รับทรัพย์สินจริงวันที่ 10 มกราคม เริ่มใช้ประโยชน์วันที่ 15 มกราคม และขายทรัพย์สินวันที่ 20 มกราคม โดยไม่มีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นและต้องตีราคาทรัพย์สินเป็นเงิน ตามมาตรา 9 ทวิ ต้องถือราคาใด
- A. ราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ 5 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ตกลงรับทรัพย์สิน
- B. ราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ 20 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ขายทรัพย์สิน
- C. ราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ 10 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ได้รับทรัพย์สิน ✓
- D. ราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ 15 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่เริ่มใช้ประโยชน์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ 10 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ได้รับทรัพย์สิน" นาย ก. ได้รับทรัพย์สินจริงวันที่ 10 มกราคม จึงเข้าหลักตามมาตรา 9 ทวิ ที่ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ 5 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ตกลงรับทรัพย์สิน" ผิด: มาตรา 9 ทวิ กำหนดให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สิน ไม่ใช่วันที่ตกลงรับ • "ราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ 20 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ขายทรัพย์สิน" ผิด: มาตรา 9 ทวิ ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สิน มิใช่วันที่ขายทรัพย์สิน • "ราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ 15 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่เริ่มใช้ประโยชน์" ผิด: มาตรา 9 ทวิ กำหนดวันตีราคาเป็นวันที่ได้รับทรัพย์สิน มิใช่วันที่เริ่มใช้ประโยชน์ อ้างอิงตัวบท มาตรา 9 ทวิ: “ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น”
มาตรา 9 ทวิ: “ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
2.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 83 ในเดือนภาษีหนึ่งบริษัทไม่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ และอธิบดีไม่ได้กำหนดเวลายื่นแบบเป็นอย่างอื่น บริษัทต้องปฏิบัติอย่างไร
- A. ยื่นแบบที่บริษัทกำหนดขึ้นเองเป็นรายเดือนภาษี พร้อมชำระภาษีถ้ามี
- B. ยื่นแบบเป็นรายเดือนภาษีภายในวันที่ 20 ของเดือนถัดไป พร้อมชำระภาษีถ้ามี
- C. ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนภาษีนั้น เพราะไม่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ
- D. ยื่นแบบตามแบบที่อธิบดีกำหนดเป็นรายเดือนภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมชำระภาษีถ้ามี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยื่นแบบตามแบบที่อธิบดีกำหนดเป็นรายเดือนภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมชำระภาษีถ้ามี" ตามมาตรา 83 การที่บริษัทเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนทำให้มีหน้าที่ยื่นแบบเป็นรายเดือนภาษี แม้เดือนนั้นไม่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ และเมื่ออธิบดีไม่ได้กำหนดเป็นอย่างอื่น ต้องยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมชำระภาษีถ้ามี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยื่นแบบที่บริษัทกำหนดขึ้นเองเป็นรายเดือนภาษี พร้อมชำระภาษีถ้ามี" ผิด: มาตรา 83 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนด • "ยื่นแบบเป็นรายเดือนภาษีภายในวันที่ 20 ของเดือนถัดไป พร้อมชำระภาษีถ้ามี" ผิด: มาตรา 83 กำหนดให้ยื่นแบบและชำระภาษีภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น • "ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนภาษีนั้น เพราะไม่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ" ผิด: มาตรา 83 กำหนดให้ยื่นแบบไม่ว่าจะได้ขายสินค้าหรือให้บริการในเดือนภาษีนั้นหรือไม่ก็ตาม อ้างอิงตัวบท มาตรา 83: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนด” มาตรา 83: “โดยให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษี” มาตรา 83: “การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใดให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น” มาตรา 83: “พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี”
มาตรา 83: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
2.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายสิทธิของผู้ประกอบการจดทะเบียนเกี่ยวกับเครดิตภาษีที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนภาษีตามมาตรา 84 ได้ถูกต้อง
- A. นำเครดิตภาษีไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด หรือขอคืนพร้อมการยื่นแบบของเดือนนั้น และกรณียื่นแบบเพิ่มเติมตามมาตรา 83/4 ขอคืนพร้อมแบบเพิ่มเติมได้ ✓
- B. ขอคืนเครดิตภาษีได้ภายหลังการยื่นแบบของเดือนนั้นแล้ว โดยไม่ต้องขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบ
- C. กรณียื่นแบบเพิ่มเติมตามมาตรา 83/4 ไม่มีสิทธิขอคืนเครดิตภาษีพร้อมกับการยื่นแบบเพิ่มเติมนั้น
- D. ต้องนำเครดิตภาษีไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น โดยไม่มีสิทธิขอคืนพร้อมการยื่นแบบของเดือนนั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำเครดิตภาษีไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด หรือขอคืนพร้อมการยื่นแบบของเดือนนั้น และกรณียื่นแบบเพิ่มเติมตามมาตรา 83/4 ขอคืนพร้อมแบบเพิ่มเติมได้" มาตรา 84 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำเครดิตภาษีที่เหลือไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด หรือขอคืนพร้อมการยื่นแบบของเดือนภาษีนั้นได้ และหากยื่นแบบเพิ่มเติมตามมาตรา 83/4 ก็ขอคืนพร้อมแบบเพิ่มเติมนั้นได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ขอคืนเครดิตภาษีได้ภายหลังการยื่นแบบของเดือนนั้นแล้ว โดยไม่ต้องขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบ" ผิด: มาตรา 84 กำหนดให้ขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้น • "กรณียื่นแบบเพิ่มเติมตามมาตรา 83/4 ไม่มีสิทธิขอคืนเครดิตภาษีพร้อมกับการยื่นแบบเพิ่มเติมนั้น" ผิด: มาตรา 84 ระบุว่า กรณียื่นแบบเพิ่มเติมตามมาตรา 83/4 ให้มีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบเพิ่มเติมนั้น • "ต้องนำเครดิตภาษีไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น โดยไม่มีสิทธิขอคืนพร้อมการยื่นแบบของเดือนนั้น" ผิด: มาตรา 84 ระบุว่า ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้นได้ด้วย อ้างอิงตัวบท มาตรา 84: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา” มาตรา 84: “หรือมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้นตามมาตรา 83 หรือมาตรา 83/1” มาตรา 84: “เว้นแต่ในกรณีที่มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 83/4 ก็ให้มีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น”
มาตรา 84: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน มีภาษีต้องคืนจากการขายสินค้าในเดือนภาษีหนึ่ง แต่มิได้ขอคืนตามมาตรา 84 หากบริษัทประสงค์ยื่นคำร้องขอคืนภาษี จะต้องยื่นภายในกำหนดเวลาใดและนับตั้งแต่เมื่อใด
- A. ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีเพราะมิได้ขอคืนตามมาตรา 84
- B. ภายในสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น ✓
- C. ภายในสองปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น
- D. ภายในสามปีนับแต่วันที่ได้ชำระภาษี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น" ข้อเท็จจริงที่บริษัทเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน มีภาษีต้องคืน และมิได้ขอคืนตามมาตรา 84 ทำให้เข้ากรณีมาตรา 84/1 (1) ซึ่งให้ยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีเพราะมิได้ขอคืนตามมาตรา 84" ผิด: มาตรา 84/1 (1) ระบุว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มิได้ขอคืนตามมาตรา 84 มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภายในกำหนดเวลา • "ภายในสองปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น" ผิด: มาตรา 84/1 (1) กำหนดให้ยื่นภายในสามปี มิใช่สองปี • "ภายในสามปีนับแต่วันที่ได้ชำระภาษี" ผิด: มาตรา 84/1 (1) ให้เริ่มนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น ส่วนวันที่ได้ชำระภาษีเป็นเกณฑ์ตามมาตรา 84/1 (2) อ้างอิงตัวบท มาตรา 84/1: “การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีที่มีภาษีต้องคืน แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมิได้ขอคืนตามมาตรา 84 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายในสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น”
มาตรา 84/1: “การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีที่มีภาษีต้องคืน แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมิได้ขอคืนตามมาตรา 84 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายในสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
198s
Middle 50%
198s–198s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับอำนาจของอธิบดีตามมาตรา 84/4 แห่งประมวลรัษฎากร
- A. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขห้ามผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้ว
- B. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้
- C. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้ ✓
- D. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าไว้ใช้ในราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้" มาตรา 84/4 ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักร ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขห้ามผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้ว" ผิด: มาตรา 84/4 ระบุว่าอธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ผู้เดินทางดังกล่าว “ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้” มิใช่ห้ามขอคืน • "กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้" ผิด: มาตรา 84/4 ระบุกรณีซื้อสินค้าจาก “ผู้ประกอบการจดทะเบียน” ไม่ใช่ผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียน • "กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าไว้ใช้ในราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้" ผิด: มาตรา 84/4 ระบุว่าสินค้าที่ซื้อเป็นสินค้า “เพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักร” ไม่ใช่สินค้าไว้ใช้ในราชอาณาจักร อ้างอิงตัวบท มาตรา 84/4: “ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรที่ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้”
มาตรา 84/4: “ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรที่ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่สำนักงานใหญ่ โดยสินค้านั้นไม่ใช่สินค้าตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัย ไม่ใช่ของผ่านแดน และไม่เข้ากรณีส่งกลับภายในหนึ่งปี ตามมาตรา 40 ทวิ การส่งสินค้าดังกล่าวมีผลอย่างไร
- A. ไม่ถือเป็นการขายในประเทศไทย และไม่ถือราคาสินค้าเป็นเงินได้พึงประเมิน
- B. ถือเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาตลาดในวันที่รับชำระเป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่รับชำระ
- C. ถือเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาทุนของสินค้าเป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่ส่งไป
- D. ถือเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่ส่งไป ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ถือเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่ส่งไป" กรณีนี้บริษัทส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่สำนักงานใหญ่และไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 40 ทวิ จึงถือเป็นการขายในประเทศไทย และต้องถือราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่ส่งไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ถือเป็นการขายในประเทศไทย และไม่ถือราคาสินค้าเป็นเงินได้พึงประเมิน" ผิด: มาตรา 40 ทวิ กำหนดให้ถือว่าการส่งสินค้าออกไปให้สำนักงานใหญ่เป็นการขายในประเทศไทยด้วย • "ถือเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาตลาดในวันที่รับชำระเป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่รับชำระ" ผิด: มาตรา 40 ทวิ กำหนดให้ใช้ราคาตลาดในวันที่ส่งไปและเป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่ส่งไป • "ถือเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาทุนของสินค้าเป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่ส่งไป" ผิด: มาตรา 40 ทวิ ระบุให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไป ไม่ใช่ราคาทุน อ้างอิงตัวบท มาตรา 40 ทวิ: “ผู้ใดส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขา ตัวการ ตัวแทน นายจ้าง หรือลูกจ้างให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย” มาตรา 40 ทวิ: “และให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่ส่งไปนั้น”
มาตรา 40 ทวิ: “ผู้ใดส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขา ตัวการ ตัวแทน นายจ้าง หรือลูกจ้างให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 สำหรับเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยได้ถูกต้อง
- A. ต้องเสียภาษีไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ ✓
- B. หากนายจ้างมีกิจการในต่างประเทศ เงินได้จากงานที่ทำในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษี
- C. ต้องเสียภาษีเฉพาะเมื่อเงินได้นั้นจ่ายในประเทศไทย
- D. หากจ่ายเงินได้ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องเสียภาษีไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ" มาตรา 41 กำหนดว่าเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หากนายจ้างมีกิจการในต่างประเทศ เงินได้จากงานที่ทำในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษี" ผิด: มาตรา 41 ใช้คำว่า “หรือ” แยกเหตุจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยออกจากเหตุเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย • "ต้องเสียภาษีเฉพาะเมื่อเงินได้นั้นจ่ายในประเทศไทย" ผิด: มาตรา 41 กำหนดว่าให้เสียภาษี “ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ” • "หากจ่ายเงินได้ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย" ผิด: กรณีงานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยต้องเสียภาษีไม่ว่าจะจ่ายในหรือนอกประเทศ โดยไม่ใช้เงื่อนไขการนำเงินได้เข้ามาในประเทศไทย อ้างอิงตัวบท มาตรา 41: “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”
มาตรา 41: “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 41 ทวิ กรณีโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนได้ถูกต้อง
- A. ให้ถือว่าผู้โอนไม่เป็นผู้มีเงินได้และไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
- B. ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ✓
- C. ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ แต่ไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
- D. ให้ถือว่าผู้รับโอนแทนผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้" มาตรา 41 ทวิ กำหนดว่า เมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ถือว่าผู้โอนไม่เป็นผู้มีเงินได้และไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้" ผิด: มาตรา 41 ทวิ ระบุว่า “ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้” • "ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ แต่ไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้" ผิด: มาตรา 41 ทวิ ระบุชัดว่าผู้โอน “ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้” • "ให้ถือว่าผู้รับโอนแทนผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้" ผิด: มาตรา 41 ทวิ กำหนดให้ถือว่า “ผู้โอน” เป็นผู้มีเงินได้ มิใช่ผู้รับโอนแทนผู้โอน อ้างอิงตัวบท มาตรา 41 ทวิ: “ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้” มาตรา 41 ทวิ: “และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”
มาตรา 41 ทวิ: “ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 42 ทวิ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) เมื่อหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมารวมกันแล้ว ต้องไม่เกินจำนวนเท่าใด
- A. 60,000 บาท
- B. 120,000 บาท
- C. 100,000 บาท ✓
- D. 80,000 บาท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "100,000 บาท" มาตรา 42 ทวิ กำหนดให้เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 50 แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "60,000 บาท" ผิด: มาตรา 42 ทวิ ระบุว่าเมื่อรวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท • "120,000 บาท" ผิด: มาตรา 42 ทวิ กำหนดให้รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท • "80,000 บาท" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจำนวนสูงสุดไว้ที่ 100,000 บาท ไม่ใช่ 80,000 บาท อ้างอิงตัวบท มาตรา 42 ทวิ: “แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท”
มาตรา 42 ทวิ: “แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 46 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยกฎหมายใด
- A. ประกาศกระทรวงการคลัง
- B. กฎกระทรวง
- C. พระราชบัญญัติ
- D. พระราชกฤษฎีกา ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พระราชกฤษฎีกา" มาตรา 46 บัญญัติว่า เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ประกาศกระทรวงการคลัง" ผิด: ถ้อยคำในมาตรา 46 ระบุให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา มิใช่ประกาศกระทรวงการคลัง • "กฎกระทรวง" ผิด: มาตรา 46 ระบุว่าให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา • "พระราชบัญญัติ" ผิด: มาตรา 46 กำหนดรูปแบบกฎหมายไว้เฉพาะว่าเป็นพระราชกฤษฎีกา อ้างอิงตัวบท มาตรา 46: “ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
มาตรา 46: “ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด ระบุข้อความในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้นาย ก. คำนวณเครดิตภาษีเกินกว่าที่พึงได้รับ และได้รับเงินคืนเกินไป เมื่อบริษัท ค. จำกัดและนาย ก. ไม่ชำระเงินที่เรียกให้ชำระภายในเจ็ดวันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งจากเจ้าพนักงานประเมิน ผลตามมาตรา 47 ทวิ เป็นอย่างไร
- A. ให้ถือว่าเงินจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นภาษีอากรค้าง ✓
- B. มิให้ถือว่าเงินจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นภาษีอากรค้าง
- C. ให้ถือเป็นภาษีอากรค้างเมื่อพ้นสิบห้าวันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้ง
- D. ให้แจ้งนาย ก. ถึงสิทธิที่จะได้รับเงินที่เหลือคืนตามกฎหมาย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือว่าเงินจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นภาษีอากรค้าง" ตามมาตรา 47 ทวิ เมื่อการระบุข้อความไม่ถูกต้องทำให้เครดิตภาษีเกิน และผู้จ่ายเงินได้หรือผู้มีเงินได้ไม่ชำระเงินที่เรียกให้ชำระภายในเจ็ดวันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้ง เงินจำนวนดังกล่าวให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มิให้ถือว่าเงินจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นภาษีอากรค้าง" ผิด: มาตรา 47 ทวิบัญญัติโดยตรงว่า เมื่อไม่ชำระภายในเจ็ดวัน ให้ถือว่าเงินจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นภาษีอากรค้าง • "ให้ถือเป็นภาษีอากรค้างเมื่อพ้นสิบห้าวันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้ง" ผิด: มาตรา 47 ทวิกำหนดว่า หากไม่ชำระภายในเจ็ดวันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้ง ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง • "ให้แจ้งนาย ก. ถึงสิทธิที่จะได้รับเงินที่เหลือคืนตามกฎหมาย" ผิด: การแจ้งสิทธิรับเงินคืนใช้เมื่อเครดิตภาษีที่คำนวณได้มีจำนวนน้อยกว่าที่พึงได้รับ แต่กรณีนี้คำนวณเครดิตภาษีเกิน อ้างอิงตัวบท มาตรา 47 ทวิ: “ถ้าผู้จ่ายเงินได้หรือผู้มีเงินได้ไม่ชำระเงินดังกล่าวภายในเจ็ดวันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งจากเจ้าพนักงานประเมิน ให้ถือว่าเงินจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นภาษีอากรค้าง”
มาตรา 47 ทวิ: “ถ้าผู้จ่ายเงินได้หรือผู้มีเงินได้ไม่ชำระเงินดังกล่าวภายในเจ็ดวันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งจากเจ้าพนักงานประเมิน ให้ถือว่าเงินจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นภาษีอากรค้าง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
105s
Middle 50%
105s–105s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) และได้หักภาษีจากนาย ก. ซึ่งออกจากงานในระหว่างปีภาษี บริษัทต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายแก่นาย ก. อย่างไร
- A. ออกสองฉบับโดยข้อความไม่จำเป็นต้องตรงกัน ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่นาย ก. ออกจากงาน
- B. ออกสองฉบับมีข้อความตรงกัน ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่นาย ก. ออกจากงาน ✓
- C. ออกสองฉบับมีข้อความตรงกัน ในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย
- D. ออกหนึ่งฉบับมีข้อความครบถ้วน ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่นาย ก. ออกจากงาน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ออกสองฉบับมีข้อความตรงกัน ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่นาย ก. ออกจากงาน" การที่นาย ก. ออกจากงานในระหว่างปีภาษีทำให้ใช้กรณีตามมาตรา 50 ทวิ (2) ซึ่งกำหนดให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีออกหนังสือรับรองสองฉบับมีข้อความตรงกัน ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ผู้ถูกหักภาษีออกจากงาน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ออกสองฉบับโดยข้อความไม่จำเป็นต้องตรงกัน ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่นาย ก. ออกจากงาน" ผิด: มาตรา 50 ทวิ กำหนดชัดว่าหนังสือรับรองสองฉบับต้องมีข้อความตรงกัน • "ออกสองฉบับมีข้อความตรงกัน ในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย" ผิด: กรณีตามมาตรา 50 (1) เมื่อผู้ถูกหักภาษีออกจากงานระหว่างปีภาษี ต้องออกภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ออกจากงาน ไม่ใช่ในทันทีทุกครั้งที่หักภาษี • "ออกหนึ่งฉบับมีข้อความครบถ้วน ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่นาย ก. ออกจากงาน" ผิด: มาตรา 50 ทวิ กำหนดให้ออกหนังสือรับรองแก่ผู้ถูกหักภาษีสองฉบับมีข้อความตรงกัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 50 ทวิ: “ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้วในปีภาษีให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายสองฉบับมีข้อความตรงกัน” มาตรา 50 ทวิ: “(2) ในกรณีตามมาตรา 50 (1) ให้ออกภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดจากปีภาษี หรือภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายออกจากงานในระหว่างปีภาษี”
มาตรา 50 ทวิ: “ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้วในปีภาษีให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายสองฉบับมีข้อความตรงกัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 52 ทวิ ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องมีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่เท่าใดขึ้นไป จึงจะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้
- A. ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป
- B. ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป
- C. ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ✓
- D. ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป" มาตรา 52 ทวิ กำหนดว่า ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย หากมีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการก็ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป" ผิด: มาตรา 52 ทวิ ระบุจำนวนเงินขั้นต่ำไว้ที่ 10,000 บาท ไม่ใช่ 20,000 บาท • "ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป" ผิด: มาตรา 52 ทวิ กำหนดว่า “ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป” ไม่ใช่ 5,000 บาท • "ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป" ผิด: ข้อความในมาตรา 52 ทวิ กำหนดเกณฑ์ไว้ที่ 10,000 บาทขึ้นไป ไม่ใช่ 50,000 บาท อ้างอิงตัวบท มาตรา 52 ทวิ: “ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป”
มาตรา 52 ทวิ: “ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 ได้หักเงินภาษีจากผู้มีเงินได้ไว้ 10,000 บาท แต่ยังมิได้นำส่ง ตามมาตรา 54 ผลเป็นอย่างไร
- A. ผู้มีเงินได้ต้องรับผิดชำระเงินภาษี 10,000 บาทแต่ฝ่ายเดียว
- B. ผู้มีเงินได้และบริษัท ค. จำกัดต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินภาษี 10,000 บาท
- C. ผู้มีเงินได้พ้นความรับผิด 5,000 บาท และบริษัท ค. จำกัดรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว
- D. ผู้มีเงินได้พ้นความรับผิด 10,000 บาท และบริษัท ค. จำกัดรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้มีเงินได้พ้นความรับผิด 10,000 บาท และบริษัท ค. จำกัดรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว" กรณีนี้บริษัท ค. จำกัดได้หักเงินภาษีตามมาตรา 50 ไว้แล้ว 10,000 บาท จึงเข้าหลักมาตรา 54 วรรคสอง ผู้มีเงินได้พ้นความรับผิดเท่าจำนวนที่ถูกหักไว้ และบริษัท ค. จำกัดต้องรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้มีเงินได้ต้องรับผิดชำระเงินภาษี 10,000 บาทแต่ฝ่ายเดียว" ผิด: มาตรา 54 ให้ผู้มีเงินได้พ้นความรับผิด และให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว • "ผู้มีเงินได้และบริษัท ค. จำกัดต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินภาษี 10,000 บาท" ผิด: มาตรา 54 กำหนดว่า เมื่อผู้จ่ายเงินได้หักเงินภาษีไว้แล้ว ผู้มีเงินได้พ้นความรับผิดเท่าจำนวนที่หัก และผู้จ่ายเงินรับผิดแต่ฝ่ายเดียว • "ผู้มีเงินได้พ้นความรับผิด 5,000 บาท และบริษัท ค. จำกัดรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว" ผิด: มาตรา 54 กำหนดให้ผู้มีเงินได้พ้นความรับผิดเท่าจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักไว้แล้ว ซึ่งในกรณีนี้คือ 10,000 บาท อ้างอิงตัวบท มาตรา 54: “ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้หักเงินภาษีไว้ตามมาตรา 50 หรือมาตรา 53 แล้ว ให้ผู้มีเงินได้ซึ่งต้องเสียภาษีพ้นความรับผิดที่จะต้องชำระเงินภาษีเท่าจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักไว้แล้วนั้น และให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว” มาตรา 54: “และให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว”
มาตรา 54: “ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้หักเงินภาษีไว้ตามมาตรา 50 หรือมาตรา 53 แล้ว ให้ผู้มีเงินได้ซึ่งต้องเสียภาษีพ้นความรับผิดที่จะต้องชำระเงินภาษีเท่าจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักไว้แล้วนั้น และให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
นาย ก. เป็นผู้เยาว์และเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรค 1 ผู้แทนโดยชอบธรรมของนาย ก. ต้องดำเนินการอย่างไรตามมาตรา 57
- A. ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี ✓
- B. ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 แต่ไม่ต้องเป็นตัวแทนในการชำระภาษี
- C. ไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 แต่ต้องเป็นตัวแทนในการชำระภาษี
- D. ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 2 และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี" กรณีนี้นาย ก. เป็นผู้เยาว์และมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรค 1 จึงเข้าหลักมาตรา 57 ซึ่งกำหนดให้ผู้แทนโดยชอบธรรมต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 แต่ไม่ต้องเป็นตัวแทนในการชำระภาษี" ผิด: มาตรา 57 กำหนดเพิ่มเติมให้เป็นตัวแทนในการชำระภาษีด้วย • "ไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 แต่ต้องเป็นตัวแทนในการชำระภาษี" ผิด: มาตรา 57 กำหนดทั้งให้ปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี • "ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 2 และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี" ผิด: มาตรา 57 กำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 ไม่ใช่วรรค 2 อ้างอิงตัวบท มาตรา 57: “ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรค 1 เป็นผู้เยาว์ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถหรือเป็นผู้อยู่ในต่างประเทศ ให้เป็นหน้าที่ของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ หรือผู้จัดการกิจการอันก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินนั้น แล้วแต่กรณี ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1” มาตรา 57: “ให้เป็นหน้าที่ของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ หรือผู้จัดการกิจการอันก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินนั้น แล้วแต่กรณี ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี”
มาตรา 57: “ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรค 1 เป็นผู้เยาว์ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถหรือเป็นผู้อยู่ในต่างประเทศ ให้เป็นหน้าที่ของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ หรือผู้จัดการกิจการอันก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินนั้น แล้วแต่กรณี ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
นาย ก. และนาง ข. เป็นสามีภริยากัน ได้รับเงินได้พึงประเมินซึ่งมิใช่เงินได้ตามมาตรา 40 (8) และไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ตามมาตรา 57 ฉ ต้องถือว่าเงินได้นั้นเป็นของผู้ใด
- A. ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีทั้งหมด
- B. ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ✓
- C. ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของภริยาทั้งหมด
- D. ให้ถือเป็นเงินได้ของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง" กรณีนี้เป็นเงินได้ที่ไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของสามีหรือภริยาจำนวนเท่าใด และมิใช่เงินได้ตามมาตรา 40 (8) จึงเข้าหลักตามมาตรา 57 ฉ ที่ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีทั้งหมด" ผิด: มาตรา 57 ฉ กำหนดให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยา "ฝ่ายละกึ่งหนึ่ง" • "ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของภริยาทั้งหมด" ผิด: มาตรา 57 ฉ กำหนดให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยา "ฝ่ายละกึ่งหนึ่ง" • "ให้ถือเป็นเงินได้ของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกัน" ผิด: การแบ่งตามส่วนที่ตกลงกันใช้กับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แต่กรณีนี้ระบุว่าไม่ใช่เงินได้ตามมาตรา 40 (8) จึงต้องถือเป็นของฝ่ายละกึ่งหนึ่ง อ้างอิงตัวบท มาตรา 57 ฉ: “ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง”
มาตรา 57 ฉ: “ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
2s
Middle 50%
2s–2s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 60 ทวิ ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ ให้ถือเป็นสิ่งใด
- A. ไม่ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี
- B. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิครึ่งปี
- C. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี ✓
- D. ให้ถือเป็นเงินเพิ่มของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี" มาตรา 60 ทวิ กำหนดให้ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี" ผิด: มาตรา 60 ทวิ ระบุว่า “ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี” • "ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิครึ่งปี" ผิด: มาตรา 60 ทวิ กำหนดให้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิ “ทั้งปี” • "ให้ถือเป็นเงินเพิ่มของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี" ผิด: มาตรา 60 ทวิ กำหนดให้ถือเป็น “เครดิต” ไม่ใช่เงินเพิ่ม อ้างอิงตัวบท มาตรา 60 ทวิ: “ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี”
มาตรา 60 ทวิ: “ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
นาย ก. มีชื่อในหนังสือสำคัญว่าเป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมิน แต่ต้องโอนเงินได้ดังกล่าวให้แก่นาง ข. ตามมาตรา 61 ข้อใดถูกต้อง
- A. เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากนาย ก. แต่นาย ก. ต้องโอนเงินให้นาง ข. โดยหักภาษีไม่ได้
- B. เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากนาย ก. แต่นาย ก. มีสิทธิหักเงินภาษีตามส่วน
- C. เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากนาย ก. และนาย ก. หักเงินภาษีได้โดยไม่ต้องหักตามส่วน
- D. เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากนาย ก. และนาย ก. มีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินที่ต้องโอนให้นาง ข. ตามส่วน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากนาย ก. และนาย ก. มีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินที่ต้องโอนให้นาง ข. ตามส่วน" กรณีนี้นาย ก. มีชื่อในหนังสือสำคัญว่าเป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมิน จึงเข้ากรณีมาตรา 61 (2) เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากนาย ก. ได้ และเมื่อข้อเท็จจริงระบุว่านาย ก. ต้องโอนเงินได้ให้นาง ข. นาย ก. จึงมีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินที่ต้องโอนตามส่วน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากนาย ก. แต่นาย ก. ต้องโอนเงินให้นาง ข. โดยหักภาษีไม่ได้" ผิด: มาตรา 61 ให้สิทธิบุคคลที่ต้องโอนเงินได้พึงประเมินแก่บุคคลอื่นหักเงินภาษีจากจำนวนเงินที่ต้องโอนตามส่วน • "เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากนาย ก. แต่นาย ก. มีสิทธิหักเงินภาษีตามส่วน" ผิด: มาตรา 61 ระบุว่าเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญนั้นได้ • "เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากนาย ก. และนาย ก. หักเงินภาษีได้โดยไม่ต้องหักตามส่วน" ผิด: มาตรา 61 กำหนดให้หักเงินภาษีจากจำนวนเงินซึ่งต้องโอนให้แก่บุคคลอื่นตามส่วน อ้างอิงตัวบท มาตรา 61: “เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญนั้นก็ได้” มาตรา 61: “แต่ถ้าบุคคลนั้นต้องโอนเงินได้พึงประเมินให้แก่บุคคลอื่น บุคคลนั้นมีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินซึ่งต้องโอนให้แก่บุคคลอื่นตามส่วน”
มาตรา 61: “เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญนั้นก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด มีรายได้เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่งแต่ยังไม่ได้รับชำระ และมีรายจ่ายที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแต่ยังมิได้จ่าย บริษัทต้องคำนวณรายได้และรายจ่ายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้นอย่างไรตามมาตรา 65
- A. นำรายได้และรายจ่ายดังกล่าวมารวมคำนวณในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ✓
- B. ไม่นำรายได้มารวมคำนวณ แต่นำรายจ่ายมารวมคำนวณในรอบนั้น
- C. ไม่นำทั้งรายได้และรายจ่ายมารวมคำนวณในรอบนั้น
- D. นำรายได้มารวมคำนวณ แต่ไม่นำรายจ่ายมารวมคำนวณในรอบนั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำรายได้และรายจ่ายดังกล่าวมารวมคำนวณในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น" ข้อเท็จจริงที่ว่ารายได้เกิดขึ้นในรอบบัญชีและรายจ่ายเกี่ยวข้องกับรายได้นั้น ทำให้ต้องใช้เกณฑ์สิทธิตามมาตรา 65 โดยนำทั้งรายได้แม้ยังไม่ได้รับชำระและรายจ่ายแม้ยังมิได้จ่ายมารวมคำนวณในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่นำรายได้มารวมคำนวณ แต่นำรายจ่ายมารวมคำนวณในรอบนั้น" ผิด: มาตรา 65 กำหนดให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีมารวมคำนวณ แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระ • "ไม่นำทั้งรายได้และรายจ่ายมารวมคำนวณในรอบนั้น" ผิด: มาตรา 65 กำหนดให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยรวมทั้งรายได้ที่ยังไม่ได้รับชำระและรายจ่ายที่ยังมิได้จ่ายในรอบที่เกี่ยวข้อง • "นำรายได้มารวมคำนวณ แต่ไม่นำรายจ่ายมารวมคำนวณในรอบนั้น" ผิด: มาตรา 65 กำหนดให้นำรายจ่ายที่เกี่ยวกับรายได้นั้นมารวมคำนวณ แม้จะยังมิได้จ่าย อ้างอิงตัวบท มาตรา 65: “ให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น” มาตรา 65: “และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น”
มาตรา 65: “ให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
เทศบาล ก. จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้แก่บริษัท ข. จำกัด ในกรณีที่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 69 ทวิ เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราใด
- A. อัตราร้อยละ 2
- B. อัตราร้อยละ 1 ✓
- C. อัตราร้อยละ 3
- D. อัตราร้อยละ 0.5
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อัตราร้อยละ 1" เทศบาล ก. เป็นเทศบาลและจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้แก่บริษัท ข. จำกัด จึงเข้ากรณีตามมาตรา 69 ทวิ ซึ่งกำหนดให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อัตราร้อยละ 2" ผิด: มาตรา 69 ทวิระบุอัตราร้อยละ 1 ไม่ใช่ร้อยละ 2 • "อัตราร้อยละ 3" ผิด: มาตรา 69 ทวิกำหนดอัตราหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ที่ร้อยละ 1 ไม่ใช่ร้อยละ 3 • "อัตราร้อยละ 0.5" ผิด: มาตรา 69 ทวิกำหนดให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ไม่ใช่ร้อยละ 0.5 อ้างอิงตัวบท มาตรา 69 ทวิ: “เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”
มาตรา 69 ทวิ: “เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 69 ตรี ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าใด
- A. ร้อยละ 3
- B. ร้อยละ 5
- C. ร้อยละ 1 ✓
- D. ร้อยละ 2
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ร้อยละ 1" มาตรา 69 ตรีกำหนดให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 สำหรับเงินได้ดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ร้อยละ 3" ผิด: ข้อความในมาตรา 69 ตรีระบุให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 • "ร้อยละ 5" ผิด: มาตรา 69 ตรีกำหนดอัตราร้อยละ 1 จึงไม่ใช่ร้อยละ 5 • "ร้อยละ 2" ผิด: มาตรา 69 ตรีกำหนดอัตราร้อยละ 1 ไม่ใช่ร้อยละ 2 อ้างอิงตัวบท มาตรา 69 ตรี: “คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”
มาตรา 69 ตรี: “คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด ส่งสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยออกไปต่างประเทศตามคำสั่งของบริษัทในเครือเดียวกัน สินค้านั้นส่งไปเพื่อจำหน่าย มิใช่ของผ่านแดน และมิได้ส่งกลับคืนภายในหนึ่งปี กรณีนี้มาตรา 70 ตรี กำหนดผลไว้อย่างไร
- A. ให้ถือว่าเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาทุนในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไป
- B. ให้ถือว่าเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
- C. ไม่ถือว่าเป็นการขายในประเทศไทย และไม่ต้องถือราคาสินค้าเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไป
- D. ให้ถือว่าเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไป ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือว่าเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไป" ข้อเท็จจริงที่บริษัท ค. จำกัด ส่งสินค้าออกไปตามคำสั่งของบริษัทในเครือเดียวกัน และสินค้าไม่เข้าข้อยกเว้นที่ระบุไว้ ทำให้มาตรา 70 ตรี กำหนดให้ถือเป็นการขายในประเทศไทย และใช้ราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ถือว่าเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาทุนในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไป" ผิด: มาตรา 70 ตรี กำหนดให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไป มิใช่ราคาทุน • "ให้ถือว่าเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป" ผิด: มาตรา 70 ตรี กำหนดให้ถือเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งสินค้าไปนั้น • "ไม่ถือว่าเป็นการขายในประเทศไทย และไม่ต้องถือราคาสินค้าเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไป" ผิด: มาตรา 70 ตรี ระบุให้ถือว่าการส่งสินค้าแก่หรือตามคำสั่งของบริษัทในเครือเดียวกันเป็นการขายในประเทศไทยด้วย อ้างอิงตัวบท มาตรา 70 ตรี: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ตัวการ ตัวแทน นายจ้าง หรือลูกจ้าง ให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย” มาตรา 70 ตรี: “และให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไปนั้น”
มาตรา 70 ตรี: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ตัวการ ตัวแทน นายจ้าง หรือลูกจ้าง ให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
0s
Middle 50%
0s–0s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับความหมายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ
- A. นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ✓
- B. นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมร้อยละสี่สิบของทุนทั้งหมด
- C. นิติบุคคลสองแห่งมีข้อกำหนดทางการพาณิชย์แตกต่างกัน จึงถือว่ามีความสัมพันธ์กัน
- D. นิติบุคคลสองแห่งมีเพียงความสัมพันธ์ด้านการจัดการ แม้ยังดำเนินการโดยอิสระจากกันได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด" มาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (1) กำหนดว่า นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ถือเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมร้อยละสี่สิบของทุนทั้งหมด" ผิด: มาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (1) กำหนดสัดส่วนไว้ว่าไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด • "นิติบุคคลสองแห่งมีข้อกำหนดทางการพาณิชย์แตกต่างกัน จึงถือว่ามีความสัมพันธ์กัน" ผิด: มาตรา 71 ทวิ วรรคสองให้นิยามจากความสัมพันธ์ด้านการถือหุ้น การเป็นหุ้นส่วน ทุน การจัดการ หรือการควบคุม มิใช่จากความแตกต่างของข้อกำหนดทางการพาณิชย์เพียงอย่างเดียว • "นิติบุคคลสองแห่งมีเพียงความสัมพันธ์ด้านการจัดการ แม้ยังดำเนินการโดยอิสระจากกันได้" ผิด: มาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (3) ระบุลักษณะที่นิติบุคคลหนึ่งไม่อาจดำเนินการโดยอิสระจากอีกนิติบุคคลหนึ่ง อ้างอิงตัวบท มาตรา 71 ทวิ: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะ ดังต่อไปนี้ (1) นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด”
มาตรา 71 ทวิ: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะ ดังต่อไปนี้ (1) นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ห้างหุ้นส่วนสามัญ ง. ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้จดทะเบียนเลิกโดยไม่มีการชำระบัญชี ตามมาตรา 72 บุคคลใดมีหน้าที่และความรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในสามวรรคแรก
- A. ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเพียงผู้เดียว
- B. ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการ ✓
- C. ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการเพียงผู้เดียว
- D. ผู้ชำระบัญชีร่วมกับผู้จัดการห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการ" ข้อเท็จจริงที่ว่าห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันโดยไม่มีการชำระบัญชี ทำให้ต้องใช้มาตรา 72 วรรคสี่ ซึ่งกำหนดให้ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่และความรับผิดเช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชีร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเพียงผู้เดียว" ผิด: มาตรา 72 กำหนดให้ผู้จัดการมีหน้าที่และความรับผิดร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการ มิใช่ผู้จัดการเพียงผู้เดียว • "ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการเพียงผู้เดียว" ผิด: มาตรา 72 กำหนดให้ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการรับผิดร่วมกับผู้จัดการห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล • "ผู้ชำระบัญชีร่วมกับผู้จัดการห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" ผิด: สำหรับกรณีเลิกกันโดยไม่มีการชำระบัญชี มาตรา 72 กำหนดเฉพาะให้ผู้จัดการรับผิดร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการ อ้างอิงตัวบท มาตรา 72: “ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันโดยไม่มีการชำระบัญชี ให้ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่และความรับผิดเช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชีร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการ”
มาตรา 72: “ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันโดยไม่มีการชำระบัญชี ให้ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่และความรับผิดเช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชีร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายผลของการควบเข้ากันตามมาตรา 73 ได้ถูกต้อง
- A. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันยังมิได้เลิกกัน
- B. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าเฉพาะบางบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน
- C. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน ✓
- D. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนนิติบุคคลเดิม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน" มาตรา 73 กำหนดว่า เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันได้เลิกกัน และให้นิติบุคคลใหม่รับหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันยังมิได้เลิกกัน" ผิด: มาตรา 73 ระบุว่าให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกัน • "เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าเฉพาะบางบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน" ผิด: มาตรา 73 ใช้คำว่า “แต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้น” จึงมิใช่เฉพาะบางราย • "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนนิติบุคคลเดิม" ผิด: มาตรา 73 กำหนดให้นิติบุคคลใหม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนนิติบุคคลที่ให้ถือว่าเลิกกัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 73: “เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกัน”
มาตรา 73: “เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
176s
Middle 50%
176s–176s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายหลักการตีราคาทรัพย์สินกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันได้ถูกต้องตามมาตรา 74
- A. ตีทรัพย์สินตามราคาบัญชีในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทใหม่ถือราคาตลาดเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
- B. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันเลิก และบริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
- C. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทเดิมถือราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่าย
- D. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ" มาตรา 74 (1) (ข) กำหนดให้กรณีควบเข้ากันตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ต้องถือราคาตามบัญชีของบริษัทเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตีทรัพย์สินตามราคาบัญชีในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทใหม่ถือราคาตลาดเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ" ผิด: มาตรา 74 (1) (ข) กำหนดให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่ให้บริษัทใหม่ถือราคาตามที่ปรากฏในบัญชีของบริษัทเดิม • "ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันเลิก และบริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ" ผิด: มาตรา 74 (1) (ข) กำหนดกรณีควบเข้ากันให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน มิใช่ในวันเลิก • "ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทเดิมถือราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่าย" ผิด: มาตรา 74 (1) (ข) ระบุว่าไม่ให้ถือว่าราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิม อ้างอิงตัวบท มาตรา 74: “ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน” มาตรา 74: “และให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากันถือราคาของทรัพย์สินนั้นตามราคาที่ปรากฏในบัญชีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมในวันที่ควบเข้ากันเพื่อประโยชน์ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ”
มาตรา 74: “ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีนาย ก. เป็นลูกจ้างประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้บริษัทได้รับผลกำไรในประเทศไทย ตามมาตรา 76 ทวิ ผลทางกฎหมายต่อนาย ก. เป็นอย่างไร
- A. ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท และมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะที่เกี่ยวกับผลกำไรดังกล่าว ✓
- B. ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท และมีหน้าที่ยื่นรายการแต่ไม่ต้องเสียภาษีเกี่ยวกับผลกำไรดังกล่าว
- C. ไม่ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท และไม่มีหน้าที่ยื่นรายการหรือเสียภาษีเกี่ยวกับผลกำไรดังกล่าว
- D. ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท และมีหน้าที่ยื่นรายการและเสียภาษีจากเงินได้ทั้งหมดของบริษัท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท และมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะที่เกี่ยวกับผลกำไรดังกล่าว" การที่บริษัทต่างประเทศมีนาย ก. เป็นลูกจ้างประกอบกิจการในประเทศไทย และเป็นเหตุให้ได้รับผลกำไรในประเทศไทย เข้าเงื่อนไขมาตรา 76 ทวิ จึงถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท และมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะที่เกี่ยวกับผลกำไรดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท และมีหน้าที่ยื่นรายการแต่ไม่ต้องเสียภาษีเกี่ยวกับผลกำไรดังกล่าว" ผิด: มาตรา 76 ทวิ กำหนดให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดทั้งในการยื่นรายการและเสียภาษี • "ไม่ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท และไม่มีหน้าที่ยื่นรายการหรือเสียภาษีเกี่ยวกับผลกำไรดังกล่าว" ผิด: มาตรา 76 ทวิ ให้ถือว่าลูกจ้างดังกล่าวเป็นตัวแทนของบริษัท และให้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี • "ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท และมีหน้าที่ยื่นรายการและเสียภาษีจากเงินได้ทั้งหมดของบริษัท" ผิด: มาตรา 76 ทวิ จำกัดหน้าที่ไว้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตามกรณีดังกล่าว อ้างอิงตัวบท มาตรา 76 ทวิ: “และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ” มาตรา 76 ทวิ: “และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการ” มาตรา 76 ทวิ: “และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี” มาตรา 76 ทวิ: “เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว”
มาตรา 76 ทวิ: “และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายความหมายของการให้บริการในราชอาณาจักรตามมาตรา 77/2 ได้ถูกต้อง
- A. บริการที่ทำและใช้ในราชอาณาจักรเท่านั้น ไม่รวมบริการที่ทำในต่างประเทศแต่ใช้ในราชอาณาจักร
- B. บริการที่ทำในราชอาณาจักรไม่ว่าจะใช้บริการที่ใด และบริการที่ทำในต่างประเทศแต่ใช้ในราชอาณาจักร ✓
- C. บริการที่ทำในต่างประเทศแม้ใช้ในราชอาณาจักรก็ไม่ถือว่าเป็นบริการในราชอาณาจักร
- D. บริการที่ทำในราชอาณาจักรแต่ใช้ในต่างประเทศไม่ถือว่าเป็นบริการในราชอาณาจักร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บริการที่ทำในราชอาณาจักรไม่ว่าจะใช้บริการที่ใด และบริการที่ทำในต่างประเทศแต่ใช้ในราชอาณาจักร" มาตรา 77/2 ครอบคลุมทั้งบริการที่ทำในราชอาณาจักรโดยไม่คำนึงว่าจะใช้บริการในหรือต่างประเทศ และบริการที่ทำในต่างประเทศแต่มีการใช้บริการในราชอาณาจักร ซึ่งให้ถือว่าเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริการที่ทำและใช้ในราชอาณาจักรเท่านั้น ไม่รวมบริการที่ทำในต่างประเทศแต่ใช้ในราชอาณาจักร" ผิด: มาตรา 77/2 ไม่คำนึงว่าบริการที่ทำในราชอาณาจักรจะถูกใช้ที่ใด และยังให้ถือว่าบริการที่ทำในต่างประเทศแต่ใช้ในราชอาณาจักรเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร • "บริการที่ทำในต่างประเทศแม้ใช้ในราชอาณาจักรก็ไม่ถือว่าเป็นบริการในราชอาณาจักร" ผิด: มาตรา 77/2 กำหนดให้บริการที่ทำในต่างประเทศและมีการใช้บริการในราชอาณาจักรถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร • "บริการที่ทำในราชอาณาจักรแต่ใช้ในต่างประเทศไม่ถือว่าเป็นบริการในราชอาณาจักร" ผิด: มาตรา 77/2 ระบุว่าบริการที่ทำในราชอาณาจักรเป็นการให้บริการในราชอาณาจักรโดยไม่คำนึงว่าการใช้บริการจะอยู่ในต่างประเทศหรือในราชอาณาจักร อ้างอิงตัวบท มาตรา 77/2: “การให้บริการในราชอาณาจักรให้หมายถึง บริการที่ทำในราชอาณาจักรโดยไม่คำนึงว่าการใช้บริการนั้นจะอยู่ในต่างประเทศหรือในราชอาณาจักร” มาตรา 77/2: “การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรให้ถือว่าการให้บริการนั้น เป็นการให้บริการในราชอาณาจักร”
มาตรา 77/2: “การให้บริการในราชอาณาจักรให้หมายถึง บริการที่ทำในราชอาณาจักรโดยไม่คำนึงว่าการใช้บริการนั้นจะอยู่ในต่างประเทศหรือในราชอาณาจักร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
0s
Middle 50%
0s–0s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 77/4 มูลค่าของสัญญาตาม (1) และ (2) จะต้องกำหนดไม่น้อยกว่าเท่าใด
- A. 300,000 บาท
- B. 100,000 บาท
- C. 500,000 บาท ✓
- D. 1,000,000 บาท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "500,000 บาท" มาตรา 77/4 กำหนดว่า มูลค่าของสัญญาตาม (1) และ (2) จะต้องกำหนดไม่น้อยกว่า 500,000 บาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "300,000 บาท" ผิด: มาตรา 77/4 ระบุจำนวนเงินขั้นต่ำไว้ที่ 500,000 บาท มิใช่ 300,000 บาท • "100,000 บาท" ผิด: มาตรา 77/4 กำหนดว่ามูลค่าของสัญญาต้องไม่น้อยกว่า 500,000 บาท • "1,000,000 บาท" ผิด: มาตรา 77/4 กำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 500,000 บาท มิใช่ 1,000,000 บาท อ้างอิงตัวบท มาตรา 77/4: “มูลค่าของสัญญาตาม (1) และ (2) จะต้องกำหนดไม่น้อยกว่า 500,000 บาท”
มาตรา 77/4: “มูลค่าของสัญญาตาม (1) และ (2) จะต้องกำหนดไม่น้อยกว่า 500,000 บาท”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
0s
Middle 50%
0s–0s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายหลักความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการให้บริการตามมาตรา 78/1 (1) ได้ถูกต้อง
- A. การใช้บริการก่อนได้รับชำระราคาทำให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นทันทีโดยไม่แบ่งตามส่วน
- B. ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อให้บริการเสร็จสิ้น แม้ยังไม่ได้รับชำระราคาค่าบริการ
- C. การออกใบกำกับภาษีก่อนได้รับชำระราคาไม่ทำให้เกิดความรับผิดจนกว่าจะได้รับชำระราคาค่าบริการ
- D. ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ แต่หากออกใบกำกับภาษีหรือใช้บริการก่อน ให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ แต่หากออกใบกำกับภาษีหรือใช้บริการก่อน ให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น" มาตรา 78/1 (1) กำหนดหลักว่า ความรับผิดทั้งหมดเกิดเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ แต่ถ้ามีการออกใบกำกับภาษีหรือใช้บริการก่อนรับชำระราคา ความรับผิดย่อมเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การใช้บริการก่อนได้รับชำระราคาทำให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นทันทีโดยไม่แบ่งตามส่วน" ผิด: มาตรา 78/1 (1) กำหนดให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นทั้งหมดโดยไม่แบ่งตามส่วน • "ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อให้บริการเสร็จสิ้น แม้ยังไม่ได้รับชำระราคาค่าบริการ" ผิด: มาตรา 78/1 (1) กำหนดให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ โดยไม่ได้กำหนดให้เกิดเมื่อบริการเสร็จสิ้น • "การออกใบกำกับภาษีก่อนได้รับชำระราคาไม่ทำให้เกิดความรับผิดจนกว่าจะได้รับชำระราคาค่าบริการ" ผิด: มาตรา 78/1 (1) (ก) ระบุว่า หากออกใบกำกับภาษีก่อนได้รับชำระราคา ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อออกใบกำกับภาษีด้วย อ้างอิงตัวบท มาตรา 78/1: “ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ” มาตรา 78/1: “เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี” มาตรา 78/1: “เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ” มาตรา 78/1: “(ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น” มาตรา 78/1: “ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี”
มาตรา 78/1: “ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายผลตามมาตรา 78/2 (1) ได้ถูกต้อง สำหรับการนำเข้าที่ไม่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) และเป็นกรณีไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า
- A. ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ✓
- B. ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อทางราชการขายทอดตลอดหรือขายโดยวิธีอื่นเพื่อนำเงินมาชำระค่าใช้จ่าย
- C. ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า วางหลักประกัน หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า
- D. ความรับผิดไม่เกิดขึ้นเพราะไม่ต้องเสียหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร" ตามมาตรา 78/2 (1) หากเป็นการนำเข้าที่ไม่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) และไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อทางราชการขายทอดตลอดหรือขายโดยวิธีอื่นเพื่อนำเงินมาชำระค่าใช้จ่าย" ผิด: เหตุขายทอดตลอดหรือขายโดยวิธีอื่นเป็นหลักเกณฑ์ตามมาตรา 78/2 (3) สำหรับของตกค้าง ไม่ใช่กรณีตามที่โจทย์กำหนด • "ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า วางหลักประกัน หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า" ผิด: มาตรา 78/2 (1) กำหนดข้อยกเว้นว่า กรณีไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้า • "ความรับผิดไม่เกิดขึ้นเพราะไม่ต้องเสียหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า" ผิด: มาตรา 78/2 (1) ยังคงให้ความรับผิดเกิดขึ้น โดยกำหนดให้เกิดในวันที่มีการออกใบขนสินค้า อ้างอิงตัวบท มาตรา 78/2: “เว้นแต่กรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร”
มาตรา 78/2: “เว้นแต่กรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
0s
Middle 50%
0s–0s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ให้ส่วนลดแก่ลูกค้าในขณะขายสินค้า โดยหักส่วนลดออกจากราคาสินค้าและแสดงการหักส่วนลดไว้ชัดแจ้งในใบกำกับภาษี ตามมาตรา 79 ต้องคำนวณมูลค่าฐานภาษีอย่างไร
- A. ไม่นำราคาสินค้าหลังหักส่วนลดมารวมในมูลค่าฐานภาษี
- B. ไม่นำส่วนลดดังกล่าวมารวมในมูลค่าฐานภาษี ✓
- C. ไม่นำเพียงกึ่งหนึ่งของส่วนลดดังกล่าวมารวมในมูลค่าฐานภาษี
- D. นำส่วนลดดังกล่าวมารวมในมูลค่าฐานภาษี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่นำส่วนลดดังกล่าวมารวมในมูลค่าฐานภาษี" ข้อเท็จจริงที่ว่าให้ส่วนลดในขณะขาย หักออกจากราคาสินค้า และแสดงไว้ชัดแจ้งในใบกำกับภาษี เข้าเงื่อนไขมาตรา 79 (1) จึงไม่นำส่วนลดดังกล่าวมารวมในมูลค่าฐานภาษี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่นำราคาสินค้าหลังหักส่วนลดมารวมในมูลค่าฐานภาษี" ผิด: มาตรา 79 กำหนดให้ฐานภาษีเป็นมูลค่าทั้งหมดที่ได้รับหรือพึงได้รับ และยกเว้นไม่ให้รวมเฉพาะส่วนลดที่เข้าเงื่อนไข • "ไม่นำเพียงกึ่งหนึ่งของส่วนลดดังกล่าวมารวมในมูลค่าฐานภาษี" ผิด: มาตรา 79 (1) ระบุไม่ให้รวมส่วนลดหรือค่าลดหย่อนดังกล่าว โดยไม่ได้กำหนดให้ยกเว้นเพียงกึ่งหนึ่ง • "นำส่วนลดดังกล่าวมารวมในมูลค่าฐานภาษี" ผิด: มาตรา 79 (1) กำหนดว่า มูลค่าของฐานภาษีไม่ให้รวมส่วนลดที่ให้ในขณะขาย หักออกจากราคา และแสดงไว้ชัดแจ้งในใบกำกับภาษี อ้างอิงตัวบท มาตรา 79: “มูลค่าของฐานภาษีไม่ให้รวมถึง (1) ส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ลดให้ในขณะขายสินค้าหรือให้บริการและได้หักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนดังกล่าวออกจากราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการ โดยได้แสดงให้เห็นไว้ชัดแจ้งว่าได้มีการหักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนไว้ในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออกแล้ว”
มาตรา 79: “มูลค่าของฐานภาษีไม่ให้รวมถึง (1) ส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ลดให้ในขณะขายสินค้าหรือให้บริการและได้หักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนดังกล่าวออกจากราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการ โดยได้แสดงให้เห็นไว้ชัดแจ้งว่าได้มีการหักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนไว้ในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออกแล้ว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
2s
Middle 50%
2s–2s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด เลิกประกอบกิจการ โดยในวันเลิกประกอบกิจการยังมีสินค้าคงเหลือที่มีไว้ในการประกอบกิจการ ตามมาตรา 79/3 ต้องถือมูลค่าฐานภาษีของสินค้าดังกล่าวอย่างไร
- A. ให้ถือมูลค่าตามบัญชีในวันเลิกประกอบกิจการ
- B. ให้ถือราคาตลาดในวันที่ซื้อสินค้า
- C. ให้ถือราคาตลาดในวันเลิกประกอบกิจการ ✓
- D. ให้ถือต้นทุนที่ซื้อสินค้ามา
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือราคาตลาดในวันเลิกประกอบกิจการ" กรณีนี้บริษัทมีสินค้าคงเหลือ ณ วันเลิกประกอบกิจการ จึงเข้ากรณีมาตรา 79/3 (5) ซึ่งกำหนดให้มูลค่าฐานภาษีถือราคาตลาดในวันเลิกประกอบกิจการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ถือมูลค่าตามบัญชีในวันเลิกประกอบกิจการ" ผิด: มาตรา 79/3 (5) ระบุให้ถือราคาตลาดในวันเลิกประกอบกิจการ ไม่ได้กำหนดให้ใช้มูลค่าตามบัญชี • "ให้ถือราคาตลาดในวันที่ซื้อสินค้า" ผิด: มาตรา 79/3 (5) กำหนดวันที่ใช้อ้างอิงราคาตลาดไว้เป็นวันเลิกประกอบกิจการ • "ให้ถือต้นทุนที่ซื้อสินค้ามา" ผิด: มาตรา 79/3 (5) กำหนดให้ถือราคาตลาดในวันเลิกประกอบกิจการ มิใช่ต้นทุนที่ซื้อสินค้ามา อ้างอิงตัวบท มาตรา 79/3: “การขายสินค้าในกรณีผู้ประกอบการมีสินค้าคงเหลือและหรือมีทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการ มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดในวันเลิกประกอบกิจการ”
มาตรา 79/3: “การขายสินค้าในกรณีผู้ประกอบการมีสินค้าคงเหลือและหรือมีทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการ มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดในวันเลิกประกอบกิจการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดเป็นสินค้าที่อยู่ในความหมายของคำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” ตามมาตรา 79/6
- A. ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่หน่วยงานอื่นได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
- B. น้ำมันเบนซินที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดเฉพาะราคาขายส่งไว้
- C. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดไม่ได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
- D. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้" มาตรา 79/6 ให้ความหมายของ “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” รวมถึงน้ำมันดีเซล โดยต้องเป็นสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่หน่วยงานอื่นได้กำหนดราคาขายปลีกไว้" ผิด: มาตรา 79/6 ระบุเฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ • "น้ำมันเบนซินที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดเฉพาะราคาขายส่งไว้" ผิด: มาตรา 79/6 ระบุเงื่อนไขว่าต้องเป็นสินค้าที่กำหนดราคาขายปลีกไว้ มิใช่ราคาขายส่ง • "น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดไม่ได้กำหนดราคาขายปลีกไว้" ผิด: มาตรา 79/6 กำหนดว่าเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันเฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 79/6: “คำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” หมายความว่า น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น น้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงหนัก น้ำมันเตา น้ำมันหล่อลื่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่น ทั้งนี้ เฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้”
มาตรา 79/6: “คำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” หมายความว่า น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น น้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงหนัก น้ำมันเตา น้ำมันหล่อลื่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่น ทั้งนี้ เฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
2.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 82/10 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีใด
- A. เดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ ✓
- B. เดือนภาษีที่ขายสินค้าหรือให้บริการ
- C. เดือนภาษีถัดจากเดือนที่ออกใบลดหนี้
- D. เดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้" มาตรา 82/10 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เดือนภาษีที่ขายสินค้าหรือให้บริการ" ผิด: มาตรา 82/10 กำหนดเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้เป็นเดือนสำหรับหักภาษีขายที่ลดลง • "เดือนภาษีถัดจากเดือนที่ออกใบลดหนี้" ผิด: มาตรา 82/10 ระบุว่าให้หักในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ มิใช่เดือนภาษีถัดไป • "เดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้" ผิด: มาตรา 82/10 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนหักภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ ส่วนเดือนที่ได้รับใบลดหนี้ใช้กับการหักออกจากภาษีซื้อของผู้ได้รับใบลดหนี้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/10: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10”
มาตรา 82/10: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
2.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าและนำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ต่อมาได้จำหน่ายหนี้สูญจากการขายนั้นตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และภายหลังได้รับชำระหนี้ดังกล่าว ตามมาตรา 82/11 บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- A. นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญที่ได้รับชำระมาหักออกจากภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้รับชำระ
- B. นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญที่ได้รับชำระมารวมเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้รับชำระ ✓
- C. นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญที่ได้รับชำระมารวมเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่จำหน่ายหนี้สูญ
- D. ไม่ต้องนำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญที่ได้รับชำระกลับมารวมเป็นภาษีขาย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญที่ได้รับชำระมารวมเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้รับชำระ" กรณีนี้บริษัทได้รับชำระหนี้สูญภายหลังจากที่ได้จำหน่ายหนี้สูญแล้ว จึงเข้าหลักตามมาตรา 82/11 วรรคสาม ซึ่งกำหนดให้นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญที่ได้รับชำระมารวมเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้รับชำระ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญที่ได้รับชำระมาหักออกจากภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้รับชำระ" ผิด: มาตรา 82/11 กำหนดว่าเมื่อได้รับชำระในภายหลัง ให้นำภาษีขายส่วนดังกล่าว “มารวมเป็นภาษีขาย” ไม่ใช่หักออกจากภาษีขาย • "นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญที่ได้รับชำระมารวมเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่จำหน่ายหนี้สูญ" ผิด: มาตรา 82/11 กำหนดให้นำมารวมเป็นภาษีขายใน “เดือนภาษีที่ได้รับชำระ” ไม่ใช่เดือนภาษีที่จำหน่ายหนี้สูญ • "ไม่ต้องนำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญที่ได้รับชำระกลับมารวมเป็นภาษีขาย" ผิด: มาตรา 82/11 กำหนดโดยตรงว่า หากได้รับชำระในภายหลัง ให้นำภาษีขายจากส่วนที่ได้รับชำระมารวมเป็นภาษีขาย อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/11: “หนี้สูญรายใดที่ได้จำหน่ายไปตามวรรคหนึ่งแล้ว ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับชำระในภายหลัง ให้นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญตามวรรคหนึ่งที่ได้รับชำระดังกล่าวมารวมเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้รับชำระ”
มาตรา 82/11: “หนี้สูญรายใดที่ได้จำหน่ายไปตามวรรคหนึ่งแล้ว ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับชำระในภายหลัง ให้นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญตามวรรคหนึ่งที่ได้รับชำระดังกล่าวมารวมเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้รับชำระ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ในเดือนภาษีหนึ่ง บริษัท ค. จำกัด มีภาษีขาย 120,000 บาท และภาษีซื้อ 80,000 บาท โดยกรณีนี้ไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 หรือมาตรา 82/16 บริษัทต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเท่าใดตามมาตรา 82/3
- A. ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 120,000 บาท
- B. ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 200,000 บาท
- C. ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 40,000 บาท ✓
- D. ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 80,000 บาท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 40,000 บาท" มาตรา 82/3 กำหนดว่า หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ผู้ประกอบการต้องชำระภาษีเท่ากับส่วนต่าง กรณีนี้ภาษีขาย 120,000 บาท มากกว่าภาษีซื้อ 80,000 บาท จึงต้องชำระส่วนต่าง 40,000 บาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 120,000 บาท" ผิด: มาตรา 82/3 กำหนดให้คำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ และเมื่อภาษีขายมากกว่าให้ชำระเท่ากับส่วนต่าง • "ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 200,000 บาท" ผิด: มาตรา 82/3 กำหนดให้คำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ ไม่ใช่นำมารวมกัน • "ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 80,000 บาท" ผิด: มาตรา 82/3 กำหนดให้ชำระเท่ากับส่วนต่างระหว่างภาษีขายกับภาษีซื้อ มิใช่จำนวนภาษีซื้อ อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/3: “ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้น”
มาตรา 82/3: “ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
0s
Middle 50%
0s–0s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยนำบริการที่ได้รับมาใช้ในกิจการทั้งสองประเภท บริษัท ค. จำกัด ต้องดำเนินการอย่างไรตามมาตรา 82/6
- A. ต้องเฉลี่ยภาษีขายก่อนนำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
- B. ต้องไม่นำภาษีซื้อจากบริการดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขาย
- C. ต้องนำภาษีซื้อทั้งหมดมาหักออกจากภาษีขายโดยไม่ต้องเฉลี่ย
- D. ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อที่จะนำมาหักออกจากภาษีขายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อที่จะนำมาหักออกจากภาษีขายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด" กรณีนี้บริษัทเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการทั้งสองประเภท และนำบริการที่ได้รับมาใช้ในกิจการทั้งสองประเภท จึงเข้าหลักมาตรา 82/6 ซึ่งกำหนดให้เฉลี่ยภาษีซื้อที่จะนำมาหักออกจากภาษีขายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องเฉลี่ยภาษีขายก่อนนำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม" ผิด: มาตรา 82/6 ระบุให้ “เฉลี่ยภาษีซื้อ” มิใช่เฉลี่ยภาษีขาย • "ต้องไม่นำภาษีซื้อจากบริการดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขาย" ผิด: มาตรา 82/6 มิได้ห้ามหักภาษีซื้อ แต่กำหนดให้เฉลี่ยภาษีซื้อที่จะนำมาหักออกจากภาษีขาย • "ต้องนำภาษีซื้อทั้งหมดมาหักออกจากภาษีขายโดยไม่ต้องเฉลี่ย" ผิด: มาตรา 82/6 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน “เฉลี่ยภาษีซื้อที่จะนำมาหักออกจากภาษีขาย” อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/6: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นเฉลี่ยภาษีซื้อที่จะนำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด”
มาตรา 82/6: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นเฉลี่ยภาษีซื้อที่จะนำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว เนื่องจากเดิมมีมูลค่าของฐานภาษีสูงกว่าเกณฑ์ของกิจการขนาดย่อม ต่อมามีการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาให้เกณฑ์ดังกล่าวสูงขึ้น ทำให้มูลค่าของฐานภาษีของบริษัทต่ำกว่าเกณฑ์ใหม่ โดยบริษัทยังไม่ได้ใช้สิทธิขอให้อธิบดีสั่งถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 85/11 การจดทะเบียนของบริษัทมีผลอย่างไร
- A. การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มยังคงมีผลต่อไป ✓
- B. อธิบดีต้องถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของบริษัท
- C. การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มถูกระงับไว้ก่อน
- D. การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสิ้นผลโดยอัตโนมัติ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มยังคงมีผลต่อไป" กรณีนี้บริษัทจดทะเบียนไว้แล้ว และฐานภาษีต่ำกว่าเกณฑ์ใหม่เพราะมีการปรับเกณฑ์ของกิจการขนาดย่อมให้สูงขึ้น อีกทั้งบริษัทยังไม่ได้ขอถอนการจดทะเบียน จึงต้องใช้หลักตามมาตรา 85/11 ที่ให้การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มยังคงมีผลต่อไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อธิบดีต้องถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของบริษัท" ผิด: ข้อยกเว้นเกิดเมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ใช้สิทธิตามมาตรา 85/10 (2) และ (4) ขอให้อธิบดีสั่งถอน แต่บริษัทในกรณีนี้ยังไม่ได้ใช้สิทธิดังกล่าว • "การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มถูกระงับไว้ก่อน" ผิด: มาตรา 85/11 ให้การจดทะเบียนยังคงมีผลต่อไป มิได้ให้ระงับผลในกรณีนี้ • "การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสิ้นผลโดยอัตโนมัติ" ผิด: มาตรา 85/11 กำหนดว่า “ให้การจดทะเบียนของผู้ประกอบการนั้นยังคงมีผลต่อไป” อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/11: “ให้การจดทะเบียนของผู้ประกอบการนั้นยังคงมีผลต่อไป เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้ใช้สิทธิตามมาตรา 85/10 (2) และ (4) ขอให้อธิบดีสั่งถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม”
มาตรา 85/11: “ให้การจดทะเบียนของผู้ประกอบการนั้นยังคงมีผลต่อไป เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้ใช้สิทธิตามมาตรา 85/10 (2) และ (4) ขอให้อธิบดีสั่งถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 85/15 ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เลิกประกอบกิจการต้องแจ้งการเลิกกิจการภายในกี่วันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- A. ภายในหกสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- B. ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ ✓
- C. ภายในเจ็ดวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- D. ภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ" มาตรา 85/15 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เลิกประกอบกิจการแจ้งการเลิกกิจการภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในหกสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ" ผิด: มาตรา 85/15 ระบุให้แจ้งภายในสิบห้าวัน ไม่ใช่หกสิบวัน • "ภายในเจ็ดวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ" ผิด: มาตรา 85/15 กำหนดว่า “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” ไม่ใช่เจ็ดวัน • "ภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ" ผิด: มาตรา 85/15 กำหนดระยะเวลาไว้สิบห้าวัน ไม่ใช่สามสิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/15: “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ”
มาตรา 85/15: “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
นาย ก. เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมานาย ก. ถึงแก่ความตาย โดยไม่มีผู้จัดการมรดกและไม่มีทายาทยื่นขอโอนกิจการตามมาตรา 85/16 ตามมาตรา 85/19 อธิบดีต้องดำเนินการอย่างไร
- A. คงชื่อนาย ก. ไว้ในทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- B. สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนของนาย ก. ตามมาตรา 85/17
- C. สั่งขีดชื่อนาย ก. ออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ✓
- D. สั่งถอนทะเบียนของนาย ก. ตามมาตรา 85/10
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สั่งขีดชื่อนาย ก. ออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. ถึงแก่ความตายและไม่มีผู้จัดการมรดกหรือทายาทยื่นขอโอนกิจการ เข้ากรณีมาตรา 85/19 (3) จึงให้อธิบดีสั่งขีดชื่อนาย ก. ออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คงชื่อนาย ก. ไว้ในทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม" ผิด: มาตรา 85/19 (3) กำหนดโดยตรงว่าเมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนตายและไม่มีผู้จัดการมรดกหรือทายาทยื่นขอโอนกิจการ ให้อธิบดีสั่งขีดชื่อออกจากทะเบียน • "สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนของนาย ก. ตามมาตรา 85/17" ผิด: กรณีตามมาตรา 85/19 (3) กำหนดให้อธิบดีสั่งขีดชื่อออกจากทะเบียน ส่วนการเพิกถอนตามมาตรา 85/17 เป็นกรณีตามมาตรา 85/19 (4) • "สั่งถอนทะเบียนของนาย ก. ตามมาตรา 85/10" ผิด: มาตรา 85/19 (3) กำหนดให้สั่งขีดชื่อออกจากทะเบียนเมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนตายและไม่มีผู้จัดการมรดกหรือทายาทยื่นขอโอนกิจการ มิได้กำหนดให้สั่งถอนทะเบียนตามมาตรา 85/10 อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/19: “ในกรณีดังต่อไปนี้ให้อธิบดีสั่งขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม” มาตรา 85/19: “(3) เมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนตายและไม่มีผู้จัดการมรดกหรือทายาทยื่นขอโอนกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถึงแก่ความตายตามมาตรา 85/16”
มาตรา 85/19: “ในกรณีดังต่อไปนี้ให้อธิบดีสั่งขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ ก. โดยมีสำนักงานใหญ่ ณ สถานที่ ข. ต่อมาบริษัททราบว่าใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชำรุดในสาระสำคัญ บริษัทต้องดำเนินการอย่างไรตามมาตรา 85/5
- A. ยื่นคำขอรับใบแทน ณ สถานที่ ก. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบว่าชำรุด
- B. ยื่นคำขอรับใบแทน ณ สถานที่ ข. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบว่าชำรุด
- C. เก็บใบทะเบียนที่ชำรุดไว้โดยไม่ต้องยื่นคำขอรับใบแทน
- D. ยื่นคำขอรับใบแทน ณ สถานที่ ก. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบว่าชำรุด ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยื่นคำขอรับใบแทน ณ สถานที่ ก. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบว่าชำรุด" กรณีนี้ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชำรุดในสาระสำคัญ จึงเข้าตามมาตรา 85/5 ซึ่งให้ยื่นคำขอรับใบแทน ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ คือสถานที่ ก. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบถึงการชำรุด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยื่นคำขอรับใบแทน ณ สถานที่ ก. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบว่าชำรุด" ผิด: มาตรา 85/5 กำหนดให้ยื่นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบถึงการชำรุด ไม่ใช่สามสิบวัน • "ยื่นคำขอรับใบแทน ณ สถานที่ ข. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบว่าชำรุด" ผิด: มาตรา 85/5 กำหนดให้ยื่น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ซึ่งในกรณีนี้คือสถานที่ ก. • "เก็บใบทะเบียนที่ชำรุดไว้โดยไม่ต้องยื่นคำขอรับใบแทน" ผิด: มาตรา 85/5 กำหนดว่าเมื่อใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชำรุดในสาระสำคัญ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นคำขอรับใบแทน อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/5: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นคำขอรับใบแทนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้” มาตรา 85/5: “ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบถึงการสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุด”
มาตรา 85/5: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นคำขอรับใบแทนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 85/6 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญภายในกี่วันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
- A. ภายในสิบห้าวัน ✓
- B. ภายในหกสิบวัน
- C. ภายในสามสิบวัน
- D. ภายในเจ็ดวัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในสิบห้าวัน" มาตรา 85/6 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในหกสิบวัน" ผิด: ข้อความในมาตรา 85/6 กำหนดให้แจ้งภายในสิบห้าวัน มิใช่หกสิบวัน • "ภายในสามสิบวัน" ผิด: มาตรา 85/6 ระบุระยะเวลาไว้สิบห้าวัน มิใช่สามสิบวัน • "ภายในเจ็ดวัน" ผิด: มาตรา 85/6 กำหนดว่าให้แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มิใช่เจ็ดวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/6: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น”
มาตรา 85/6: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 85/9 สำหรับสถานประกอบการชั่วคราวที่มีลักษณะและเงื่อนไขเป็นสถานประกอบการเฉพาะกิจตามที่อธิบดีกำหนดได้ถูกต้อง
- A. ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานตามที่อธิบดีกำหนด
- B. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานและปฏิบัติตามที่อธิบดีกำหนด ✓
- C. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 และมาตรา 85/7 แต่ยังคงอยู่ในบังคับของมาตรา 85/8
- D. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องทำรายงาน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานและปฏิบัติตามที่อธิบดีกำหนด" มาตรา 85/9 หมายความว่า สถานประกอบการชั่วคราวที่เป็นสถานประกอบการเฉพาะกิจตามลักษณะและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ไม่ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนยังต้องทำรายงานและปฏิบัติตามข้อกำหนดของอธิบดี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานตามที่อธิบดีกำหนด" ผิด: มาตรา 85/9 ระบุว่า “ไม่ให้ถือว่าเป็นสถานประกอบการที่อยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8” • "ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 และมาตรา 85/7 แต่ยังคงอยู่ในบังคับของมาตรา 85/8" ผิด: มาตรา 85/9 ระบุข้อยกเว้นครอบคลุมมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 • "ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องทำรายงาน" ผิด: มาตรา 85/9 กำหนดว่า ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งจัดตั้งสถานประกอบการเฉพาะกิจ “จะต้องทำรายงานและปฏิบัติตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด” อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/9: “ไม่ให้ถือว่าเป็นสถานประกอบการที่อยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8” มาตรา 85/9: “แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งจัดตั้งสถานประกอบการเฉพาะกิจจะต้องทำรายงานและปฏิบัติตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด”
มาตรา 85/9: “ไม่ให้ถือว่าเป็นสถานประกอบการที่อยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งขายสินค้าไปแล้ว ต่อมาเกิดเหตุการณ์ตามมาตรา 82/10 ทำให้มูลค่าสินค้าลดลงและต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่ แต่มีเหตุจำเป็นทำให้ไม่สามารถออกใบลดหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์ บริษัท ค. จำกัด ต้องดำเนินการอย่างไรตามมาตรา 86/10
- A. ออกใบลดหนี้ให้ผู้ซื้อสินค้าในเดือนภาษีที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น
- B. ไม่ต้องออกใบลดหนี้เพราะไม่สามารถออกได้ทันในเดือนที่เกิดเหตุการณ์
- C. ออกใบลดหนี้ให้ผู้ซื้อสินค้าในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ✓
- D. ออกใบเพิ่มหนี้ให้ผู้ซื้อสินค้าในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ออกใบลดหนี้ให้ผู้ซื้อสินค้าในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น" กรณีนี้มูลค่าสินค้าลดลงและบริษัทมีเหตุจำเป็นไม่สามารถออกใบลดหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์ จึงเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 86/10 ซึ่งกำหนดให้ออกใบลดหนี้แก่ผู้ซื้อสินค้าในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ออกใบลดหนี้ให้ผู้ซื้อสินค้าในเดือนภาษีที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น" ผิด: มาตรา 86/10 กำหนดว่า หากมีเหตุจำเป็นไม่สามารถออกใบลดหนี้ได้ทันในเดือนที่เกิดเหตุการณ์ ให้ออกในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์ • "ไม่ต้องออกใบลดหนี้เพราะไม่สามารถออกได้ทันในเดือนที่เกิดเหตุการณ์" ผิด: มาตรา 86/10 ยังคงกำหนดให้ออกใบลดหนี้ โดยให้เลื่อนไปออกในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์ • "ออกใบเพิ่มหนี้ให้ผู้ซื้อสินค้าในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น" ผิด: มาตรา 86/10 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนออก “ใบลดหนี้” เมื่อมูลค่าสินค้าหรือบริการลดลง อ้างอิงตัวบท มาตรา 86/10: “เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถออกใบลดหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก็ให้ออกใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น”
มาตรา 86/10: “เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถออกใบลดหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก็ให้ออกใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการค้าปลีก และประสงค์จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินเพื่อออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ บริษัท ค. จำกัดต้องดำเนินการอย่างไรตามมาตรา 86/6
- A. แจ้งการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินให้อธิบดีทราบล่วงหน้าอย่างน้อยสิบห้าวัน
- B. ยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี แต่กำหนดวิธีใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินได้เอง
- C. ใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินได้โดยไม่ต้องยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี
- D. ยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี และปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินที่อธิบดีกำหนด ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี และปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินที่อธิบดีกำหนด" กรณีนี้บริษัทเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการค้าปลีกและประสงค์ใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน จึงเข้าหลักมาตรา 86/6 ที่กำหนดให้ยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี และต้องปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการใช้เครื่องดังกล่าวที่อธิบดีกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แจ้งการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินให้อธิบดีทราบล่วงหน้าอย่างน้อยสิบห้าวัน" ผิด: ระยะเวลาอย่างน้อยสิบห้าวันใช้กับการแจ้งรหัสสินค้า ส่วนการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินต้องยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดีและปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด • "ยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี แต่กำหนดวิธีใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินได้เอง" ผิด: มาตรา 86/6 กำหนดว่าการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินจะต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด • "ใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินได้โดยไม่ต้องยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี" ผิด: มาตรา 86/6 กำหนดให้ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี อ้างอิงตัวบท มาตรา 86/6: “ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการค้าปลีกซึ่งประสงค์จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินเพื่อการออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ให้ยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี” มาตรา 86/6: “การใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินที่อธิบดีกำหนด”
มาตรา 86/6: “ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการค้าปลีกซึ่งประสงค์จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินเพื่อการออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ให้ยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
47s
Middle 50%
47s–47s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการและอยู่ในกรณีภาษีซื้อ แต่ไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีพร้อมทั้งหลักฐานอื่นเพื่อการคำนวณภาษีหรือการเครดิตภาษีได้ ตามมาตรา 88 ผลเป็นอย่างไร
- A. เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ✓
- B. เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
- C. เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ไม่มีอำนาจประเมินเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
- D. เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเฉพาะเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม แต่ไม่มีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม" ข้อเท็จจริงที่บริษัทอยู่ในกรณีภาษีซื้อและไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีพร้อมหลักฐานอื่น ตรงกับมาตรา 88 (4) จึงทำให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม" ผิด: มาตรา 88 (4) กำหนดให้กรณีผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อพร้อมหลักฐานอื่น เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมิน • "เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ไม่มีอำนาจประเมินเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม" ผิด: มาตรา 88 ระบุอำนาจประเมินทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม มิใช่เฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม • "เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเฉพาะเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม แต่ไม่มีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม" ผิด: มาตรา 88 ระบุว่าเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย อ้างอิงตัวบท มาตรา 88: “เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหมวดนี้ในเมื่อ” มาตรา 88: “(4) ผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อ หรือสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขาย พร้อมทั้งหลักฐานอื่นเพื่อการคำนวณภาษีหรือการเครดิตภาษี”
มาตรา 88: “เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหมวดนี้ในเมื่อ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 88/2 ในกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) ได้ถูกต้อง
- A. เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น
- B. เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ✓
- C. เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี
- D. เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4)" มาตรา 88/2 (6) หมายความว่า เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องได้ โดยไม่จำต้องดำเนินการตามมาตรา 88/2 (1) ถึง (4) ก่อน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ให้อำนาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องด้วย มิได้จำกัดเฉพาะอำนาจตาม (5) • "เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ระบุว่าเจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีได้โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) • "เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ให้อำนาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง อ้างอิงตัวบท มาตรา 88/2: “(6) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5)” มาตรา 88/2: “โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ก็ได้”
มาตรา 88/2: “(6) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 88/4 เจ้าพนักงานประเมินจะต้องให้เวลาล่วงหน้าแก่บุคคลที่ได้รับหมายเรียกหรือคำสั่งไม่น้อยกว่าเท่าใด
- A. ไม่น้อยกว่าสามวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- B. ไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- C. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง ✓
- D. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" มาตรา 88/4 กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่น้อยกว่าสามวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" ผิด: มาตรา 88/4 กำหนดว่า “ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” ไม่ใช่สามวัน • "ไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" ผิด: มาตรา 88/4 กำหนดว่า “ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” ไม่ใช่สิบวัน • "ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" ผิด: มาตรา 88/4 กำหนดว่า “ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” ไม่ใช่สิบห้าวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 88/4: “จะต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียก” มาตรา 88/4: “นับแต่วันได้รับหมายเรียก หรือได้รับคำสั่ง”
มาตรา 88/4: “จะต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการซึ่งยื่นแบบแสดงรายการภาษีหลังวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบ โดยไม่มีการขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลา แบบดังกล่าวแสดงฐานภาษีถูกต้องและสมบูรณ์ เจ้าพนักงานประเมินจะประเมินภาษีสำหรับแบบดังกล่าวได้ภายในกำหนดเวลาใด
- A. สิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี
- B. ห้าปีนับแต่กำหนดเวลาตามมาตรา 88/6 (1) (ก)
- C. สองปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี
- D. สองปีนับแต่วันที่บริษัท ค. จำกัดยื่นแบบแสดงรายการภาษี แต่ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สองปีนับแต่วันที่บริษัท ค. จำกัดยื่นแบบแสดงรายการภาษี แต่ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี" กรณีนี้เป็นผู้ประกอบการที่ยื่นแบบหลังวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลา จึงเข้ามาตรา 88/6 (1) (ข) ซึ่งให้ประเมินได้ภายในสองปีนับแต่วันที่ยื่นแบบ แต่ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี" ผิด: กำหนดสิบปีตามมาตรา 88/6 (1) (ค) ใช้เมื่อมิได้ยื่นแบบ หรือแสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับเกินร้อยละยี่สิบห้าของฐานภาษีที่แสดง แต่กรณีนี้ยื่นแบบและแสดงฐานภาษีถูกต้อง • "ห้าปีนับแต่กำหนดเวลาตามมาตรา 88/6 (1) (ก)" ผิด: กำหนดห้าปีใช้เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าแบบไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่สมบูรณ์ และต้องประเมินโดยอนุมัติอธิบดี ซึ่งไม่ใช่กรณีตามโจทย์ • "สองปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี" ผิด: มาตรา 88/6 (1) (ข) กำหนดกรณียื่นแบบล่าช้าให้เริ่มนับสองปีตั้งแต่วันที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี อ้างอิงตัวบท มาตรา 88/6: “(ข) สองปีนับแต่วันที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีหลังวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาดังกล่าวใน (ก) แต่ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี”
มาตรา 88/6: “(ข) สองปีนับแต่วันที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีหลังวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาดังกล่าวใน (ก) แต่ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
15s
Middle 50%
15s–15s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 89 กรณีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาได้ถูกต้อง
- A. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี ✓
- B. การไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลาไม่ทำให้เกิดหน้าที่เสียเบี้ยปรับ
- C. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี
- D. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี" ตามมาตรา 89 (2) ผู้ที่มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลาไม่ทำให้เกิดหน้าที่เสียเบี้ยปรับ" ผิด: มาตรา 89 (2) ระบุว่าเมื่อมิได้ยื่นแบบภายในกำหนดเวลา ให้เสียเบี้ยปรับ • "ต้องเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี" ผิด: มาตรา 89 (2) กำหนดให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่า มิใช่อีกหนึ่งเท่า • "ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี" ผิด: มาตรา 89 (2) กำหนดฐานเบี้ยปรับเป็นเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี ไม่ใช่จำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี อ้างอิงตัวบท มาตรา 89: “(2) มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี”
มาตรา 89: “(2) มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัดให้ทรัพย์สินของกิจการแก่บุคคลหนึ่งโดยไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทน ข้อใดถูกต้องตามมาตรา 91/1
- A. การให้ทรัพย์สินดังกล่าวไม่อยู่ในความหมายของคำว่า “ขาย” เพราะไม่มีประโยชน์ตอบแทน
- B. การให้ทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ในความหมายของคำว่า “ขาย” แม้ไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทน ✓
- C. ราคาตลาดของทรัพย์สินดังกล่าวหมายถึงราคาที่บริษัทซื้อทรัพย์สินนั้นมาเดิม
- D. มูลค่าของทรัพย์สินดังกล่าวหมายถึงราคาตามบัญชีของบริษัท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การให้ทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ในความหมายของคำว่า “ขาย” แม้ไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทน" ข้อเท็จจริงที่บริษัทให้ทรัพย์สินโดยไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนเข้าตามมาตรา 91/1 (4) ซึ่งกำหนดว่า “ขาย” หมายความรวมถึง “ให้” ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การให้ทรัพย์สินดังกล่าวไม่อยู่ในความหมายของคำว่า “ขาย” เพราะไม่มีประโยชน์ตอบแทน" ผิด: มาตรา 91/1 (4) กำหนดให้คำว่า “ขาย” หมายความรวมถึง “ให้” ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ • "ราคาตลาดของทรัพย์สินดังกล่าวหมายถึงราคาที่บริษัทซื้อทรัพย์สินนั้นมาเดิม" ผิด: มาตรา 91/1 (3) กำหนดว่า “ราคาตลาด” คือราคาที่ซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง • "มูลค่าของทรัพย์สินดังกล่าวหมายถึงราคาตามบัญชีของบริษัท" ผิด: มาตรา 91/1 (2) กำหนดว่า “มูลค่า” หมายความว่า ราคาตลาดของทรัพย์สิน มิใช่ราคาตามบัญชี อ้างอิงตัวบท มาตรา 91/1: ““ขาย” หมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่ายจ่ายโอนไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่”
มาตรา 91/1: ““ขาย” หมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่ายจ่ายโอนไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
0s
Middle 50%
0s–0s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
นาย ก. เริ่มประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยกิจการและนาย ก. ไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย นาย ก. มีสถานประกอบการหลายแห่งและกำหนดให้แห่งหนึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ ตามมาตรา 91/12 นาย ก. ต้องดำเนินการอย่างไร
- A. ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะมีสถานประกอบการหลายแห่งและมีสำนักงานใหญ่แล้ว
- B. ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายในสามสิบวัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สาขาแห่งใดแห่งหนึ่งตั้งอยู่
- C. ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายในสามสิบวันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ✓
- D. ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายในหกสิบวันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ ณ ท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายในสามสิบวันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่" นาย ก. ประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับเสียภาษีและไม่ได้รับยกเว้น จึงต้องจดทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ และข้อเท็จจริงที่ว่ามีสถานประกอบการหลายแห่งทำให้ต้องยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ตามมาตรา 91/12 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะมีสถานประกอบการหลายแห่งและมีสำนักงานใหญ่แล้ว" ผิด: มาตรา 91/12 กำหนดให้บุคคลตามเงื่อนไขต้องจดทะเบียน และกำหนดสถานที่ยื่นสำหรับกรณีมีสถานประกอบการหลายแห่งไว้โดยเฉพาะ • "ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายในสามสิบวัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สาขาแห่งใดแห่งหนึ่งตั้งอยู่" ผิด: มาตรา 91/12 กำหนดให้ผู้มีสถานประกอบการหลายแห่งยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ • "ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายในหกสิบวันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ ณ ท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่" ผิด: มาตรา 91/12 กำหนดให้ยื่นคำขอภายในสามสิบวันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ มิใช่หกสิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 91/12: “ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายในสามสิบวันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ” มาตรา 91/12: “ถ้าผู้กระทำกิจการมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่”
มาตรา 91/12: “ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายในสามสิบวันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
บริษัท ค. จำกัด ให้บริการแก่ลูกค้าโดยเรียกเก็บค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 91/16 (6) เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจดำเนินการอย่างไร
- A. ไม่อาจกำหนดค่าบริการใหม่ เพราะบริษัทเรียกเก็บค่าบริการแล้ว
- B. กำหนดค่าบริการตามจำนวนที่บริษัทเรียกเก็บจริง
- C. กำหนดค่าบริการตามราคาตลาดในวันที่โอนทรัพย์สิน
- D. กำหนดค่าบริการตามราคาตลาดในวันที่ให้บริการ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กำหนดค่าบริการตามราคาตลาดในวันที่ให้บริการ" กรณีนี้บริษัทเรียกเก็บค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเข้ากรณีมาตรา 91/16 (6) ซึ่งให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินกำหนดค่าบริการตามราคาตลาดในวันที่ให้บริการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่อาจกำหนดค่าบริการใหม่ เพราะบริษัทเรียกเก็บค่าบริการแล้ว" ผิด: มาตรา 91/16 (6) ให้อำนาจกำหนดค่าบริการตามราคาตลาดได้เมื่อค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร • "กำหนดค่าบริการตามจำนวนที่บริษัทเรียกเก็บจริง" ผิด: มาตรา 91/16 (6) ระบุให้กำหนดค่าบริการตามราคาตลาดในกรณีที่ค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร • "กำหนดค่าบริการตามราคาตลาดในวันที่โอนทรัพย์สิน" ผิด: มาตรา 91/16 (6) ระบุว่า กรณีให้บริการให้กำหนดค่าบริการตามราคาตลาดในวันที่ให้บริการ ไม่ใช่วันที่โอน อ้างอิงตัวบท มาตรา 91/16: “กำหนดดอกเบี้ย ราคาทรัพย์สิน หรือค่าบริการตามราคาตลาดในวันให้กู้ยืมเงิน วันที่โอน หรือให้บริการ ในกรณีที่การให้กู้ยืมเงิน การโอนทรัพย์สิน หรือการให้บริการนั้นไม่มีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการ หรือมีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร”
มาตรา 91/16: “กำหนดดอกเบี้ย ราคาทรัพย์สิน หรือค่าบริการตามราคาตลาดในวันให้กู้ยืมเงิน วันที่โอน หรือให้บริการ ในกรณีที่การให้กู้ยืมเงิน การโอนทรัพย์สิน หรือการให้บริการนั้นไม่มีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการ หรือมีดอกเบี้ย ค่าตอบแทน หรือค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายขอบเขตของการประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามมาตรา 91/2 ได้ถูกต้อง
- A. บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักร ✓
- B. บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านตัวแทนของตนเท่านั้น ไม่รวมสถานประกอบการ
- C. บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านสถานประกอบการของตนเท่านั้น ไม่รวมตัวแทน
- D. บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการนอกราชอาณาจักร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักร" มาตรา 91/2 ให้ถือว่าบุคคลที่อยู่นอกราชอาณาจักรประกอบกิจการในราชอาณาจักร หากประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านตัวแทนของตนเท่านั้น ไม่รวมสถานประกอบการ" ผิด: มาตรา 91/2 ระบุทั้งการประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร • "บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านสถานประกอบการของตนเท่านั้น ไม่รวมตัวแทน" ผิด: มาตรา 91/2 ระบุทั้งการประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร • "บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการนอกราชอาณาจักร" ผิด: มาตรา 91/2 กำหนดให้ถือว่าเป็นการประกอบกิจการในราชอาณาจักร ไม่ใช่นอกราชอาณาจักร อ้างอิงตัวบท มาตรา 91/2: “ในกรณีที่บุคคลอยู่นอกราชอาณาจักรประกอบกิจการโดยผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามมาตรานี้” มาตรา 91/2: “ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามมาตรานี้”
มาตรา 91/2: “ในกรณีที่บุคคลอยู่นอกราชอาณาจักรประกอบกิจการโดยผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามมาตรานี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 91/8 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ต้องเสียภาษีในเวลาใด
- A. ก่อนจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น
- B. ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ✓
- C. ภายหลังจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น
- D. ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น" มาตรา 91/8 กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรเสียภาษีในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ก่อนจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น" ผิด: มาตรา 91/8 ระบุว่าให้เสียภาษี “ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม” ไม่ใช่ก่อนจดทะเบียน • "ภายหลังจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น" ผิด: มาตรา 91/8 ระบุว่าให้เสียภาษี “ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม” ไม่ใช่ภายหลังจดทะเบียน • "ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ" ผิด: มาตรา 91/8 กำหนดมิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่กรณีนี้ และให้เสียภาษีในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น อ้างอิงตัวบท มาตรา 91/8: “ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีกรณีดังกล่าวเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5 (6) ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น”
มาตรา 91/8: “ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีกรณีดังกล่าวเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5 (6) ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดกล่าวถึงกรณีที่อยู่ในความหมายของ “ใบรับ” ตามมาตรา 103 ได้ถูกต้อง
- A. ใบรับหมายถึงการลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- B. บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานการรับชำระเงินต้องมีลายมือชื่อจึงเป็นใบรับ
- C. บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว แม้ไม่มีลายมือชื่อ ✓
- D. ใบรับหมายถึงเอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว แม้ไม่มีลายมือชื่อ" มาตรา 103 กำหนดว่า “ใบรับ” รวมถึงบันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว และการมีหรือไม่มีลายมือชื่อไม่สำคัญ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ใบรับหมายถึงการลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ผิด: มาตรา 103 กำหนดให้การลงลายมือชื่อดังกล่าวเป็นความหมายของ “กระทำ” เมื่อใช้เกี่ยวกับตราสาร • "บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานการรับชำระเงินต้องมีลายมือชื่อจึงเป็นใบรับ" ผิด: มาตรา 103 ระบุว่าบันทึกหรือหนังสือดังกล่าวจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ • "ใบรับหมายถึงเอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้" ผิด: มาตรา 103 กำหนดให้ข้อความนี้เป็นความหมายของ “ตราสาร” ไม่ใช่ “ใบรับ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 103: ““ใบรับ” หมายความว่า (ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ (ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ”
มาตรา 103: ““ใบรับ” หมายความว่า (ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ (ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ตามมาตรา 105 จัตวา ผู้ขายต้องเก็บสำเนาใบส่งของไว้เป็นเวลาเท่าใด
- A. ไม่น้อยกว่าสิบปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ
- B. ไม่น้อยกว่าสามปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ
- C. ไม่น้อยกว่าเจ็ดปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ
- D. ไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ" มาตรา 105 จัตวา กำหนดให้ผู้ขายทำสำเนาใบส่งของและเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่น้อยกว่าสิบปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ" ผิด: ข้อความในมาตรา 105 จัตวา กำหนดให้เก็บสำเนาไว้ไม่น้อยกว่าห้าปี ไม่ใช่สิบปี • "ไม่น้อยกว่าสามปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ" ผิด: มาตรา 105 จัตวา กำหนดให้เก็บสำเนาไว้เป็นเวลา “ไม่น้อยกว่าห้าปี” ไม่ใช่สามปี • "ไม่น้อยกว่าเจ็ดปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ" ผิด: มาตรา 105 จัตวา ระบุระยะเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี ไม่ใช่เจ็ดปี อ้างอิงตัวบท มาตรา 105 จัตวา: “ให้ทำสำเนาเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ”
มาตรา 105 จัตวา: “ให้ทำสำเนาเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
กรณีไม่อยู่ภายใต้มาตรา 111 และไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าตราสาร แต่ไม่ยอมขีดฆ่า ตามมาตรา 107 ต้องดำเนินการอย่างไร
- A. ให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้ ✓
- B. ไม่ต้องขีดฆ่าตราสารเมื่อผู้มีหน้าที่ไม่ยอมขีดฆ่า
- C. ให้ผู้อื่นเขียนวันเดือนปีแทนได้ แต่ขีดฆ่าแทนไม่ได้
- D. นาย ก. ต้องขีดฆ่าด้วยตนเอง แม้ไม่ยอมขีดฆ่า
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. ไม่ยอมขีดฆ่าเข้ากรณีตามมาตรา 107 ซึ่งกำหนดให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องขีดฆ่าตราสารเมื่อผู้มีหน้าที่ไม่ยอมขีดฆ่า" ผิด: มาตรา 107 กำหนดทางดำเนินการไว้ว่า ให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้ • "ให้ผู้อื่นเขียนวันเดือนปีแทนได้ แต่ขีดฆ่าแทนไม่ได้" ผิด: กรณีไม่ยอมขีดฆ่า มาตรา 107 ระบุให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้ ส่วนการให้ผู้อื่นเขียนวันเดือนปีแทนเป็นกรณีเขียนหนังสือไม่เป็น • "นาย ก. ต้องขีดฆ่าด้วยตนเอง แม้ไม่ยอมขีดฆ่า" ผิด: มาตรา 107 ระบุว่า ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าไม่ยอมขีดฆ่า ให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 107: “ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าไม่ยอมขีดฆ่า หรือไม่มีตัวอยู่ที่จะทำการขีดฆ่าได้ ให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้”
มาตรา 107: “ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าไม่ยอมขีดฆ่า หรือไม่มีตัวอยู่ที่จะทำการขีดฆ่าได้ ให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
100.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 110 เกี่ยวกับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกได้ถูกต้อง
- A. เมื่อคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์ตามอัตราของตนแล้ว ให้ถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์แม้ไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐาน
- B. หากไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะยังไม่ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับและขีดฆ่า ✓
- C. แม้แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานจนพอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ก็ยังต้องปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับอีก
- D. การแสดงว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ต้องนำทั้งตราสารต้นฉบับและพยานหลักฐานมาแสดงประกอบกัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หากไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะยังไม่ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับและขีดฆ่า" มาตรา 110 หมายความว่า แม้คู่ฉบับหรือคู่ฉีกจะปิดแสตมป์ตามอัตราแล้ว หากไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ยังไม่ถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับต้นฉบับและขีดฆ่าแล้ว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์ตามอัตราของตนแล้ว ให้ถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์แม้ไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐาน" ผิด: มาตรา 110 ระบุว่า หากมิได้นำต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ มิให้ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์บริบูรณ์ • "แม้แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานจนพอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ก็ยังต้องปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับอีก" ผิด: มาตรา 110 กำหนดผลให้ต้องปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับเมื่อมิได้นำต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจ • "การแสดงว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ต้องนำทั้งตราสารต้นฉบับและพยานหลักฐานมาแสดงประกอบกัน" ผิด: มาตรา 110 ใช้คำว่า “ตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐาน” จึงมิได้กำหนดให้ต้องนำทั้งสองอย่างมาแสดงประกอบกัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 110: “ถ้ามิได้นำตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว” มาตรา 110: “มิให้ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์” มาตรา 110: “มิให้ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับ” มาตรา 110: “จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับและขีดฆ่าแล้ว”
มาตรา 110: “ถ้ามิได้นำตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
78s
Middle 50%
78s–78s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์เกี่ยวกับตราสารที่ต้องเสียอากรซึ่งทำขึ้นนอกสยามตามมาตรา 111 ได้ถูกต้อง
- A. ผู้ทรงที่ได้ตราสารไว้ก่อนพ้นกำหนดต้องรอให้พ้นกำหนดก่อนจึงปิดแสตมป์และขีดฆ่าได้
- B. ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
- C. ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร ✓
- D. เมื่อผู้ทรงคนแรกไม่ปฏิบัติตาม ผู้ทรงคนอื่นยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงินได้โดยไม่ต้องปิดแสตมป์และขีดฆ่าก่อน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร" มาตรา 111 กำหนดให้ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสารซึ่งทำขึ้นนอกสยาม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ทรงที่ได้ตราสารไว้ก่อนพ้นกำหนดต้องรอให้พ้นกำหนดก่อนจึงปิดแสตมป์และขีดฆ่าได้" ผิด: มาตรา 111 ระบุว่าผู้ทรงที่ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดจะปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้ • "ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร" ผิด: มาตรา 111 กำหนดระยะเวลาไว้ว่า “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ไม่ใช่ 15 วัน • "เมื่อผู้ทรงคนแรกไม่ปฏิบัติตาม ผู้ทรงคนอื่นยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงินได้โดยไม่ต้องปิดแสตมป์และขีดฆ่าก่อน" ผิด: มาตรา 111 กำหนดให้ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก่อน แล้วจึงยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงินได้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 111: “ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
มาตรา 111: “ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
1s
Middle 50%
1s–1s
Answer changed
0.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่เสียอากรสำหรับตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศไทย แต่ตราสารนั้นมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ นาย ก. ยื่นตราสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน 10 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไรตามมาตรา 113
- A. อนุมัติให้เสียอากรและเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าหรือ 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
- B. ไม่อนุมัติให้เสียอากรสำหรับตราสารดังกล่าว
- C. อนุมัติให้เสียอากรและเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าหรือ 4 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
- D. อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้" ข้อเท็จจริงที่ว่าตราสารกระทำขึ้นในประเทศไทยและนาย ก. ยื่นภายใน 10 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ทำให้เข้าเงื่อนไขภายใน 15 วันตามมาตรา 113 (1) พนักงานเจ้าหน้าที่จึงต้องอนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อนุมัติให้เสียอากรและเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าหรือ 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า" ผิด: เงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าหรือ 10 บาทใช้เมื่อมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์พ้น 90 วัน แต่กรณีนี้ยื่นภายใน 10 วันและเข้าเงื่อนไขมาตรา 113 (1) • "ไม่อนุมัติให้เสียอากรสำหรับตราสารดังกล่าว" ผิด: มาตรา 113 กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่อนุมัติให้เสียอากร และกรณีตามข้อ (1) ให้อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ • "อนุมัติให้เสียอากรและเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าหรือ 4 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า" ผิด: ตราสารกระทำขึ้นในประเทศไทยและยื่นภายใน 15 วัน จึงต้องอนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ตามมาตรา 113 (1) อ้างอิงตัวบท มาตรา 113: “ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้นเป็นตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน 15 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้”
มาตรา 113: “ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้นเป็นตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน 15 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
Responses
1
Correct rate
0.0%
Observed
insufficient data
Confidence
insufficient data
Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data
Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.
Distractor performance
Unanswered: 0
Median time
4s
Middle 50%
4s–4s
Answer changed
100.0%
Marked review
0.0%
Average visits
1.0
Discrimination
Not enough data
Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.
Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1
Exam Simulator
Start a snapshot-based practice or real-exam attempt.
Exam Preview
What an approved exam looks like to a test-taker.
ประมวลรัษฎากร: คลังข้อสอบฝึกทำ ชุดที่ 1
Time limit: 97 minutes
1. ตามมาตรา 29 (1) การอุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินต้องยื่นภายในกำหนดเท่าใด
- A. ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
- B. ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
- C. ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
- D. ภายในกำหนด 45 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
2. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 34 แห่งประมวลรัษฎากร
- A. ให้ทำเป็นหนังสือแต่ไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์
- B. ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์
- C. ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์
- D. ให้ทำด้วยวาจาและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์
3. ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษอย่างไร
- A. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- B. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- C. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- D. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
4. ตามมาตรา 37 ผู้กระทำการตามที่บัญญัติไว้ต้องระวางโทษจำคุกเท่าใด
- A. จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี
- B. จำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนถึงเจ็ดปี
- C. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี
- D. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี
5. ผู้ใดโดยเจตนาไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่นตามลักษณะนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกี่ปีตามมาตรา 37 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
- A. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี
- B. จำคุกไม่เกินห้าปี
- C. จำคุกไม่เกินสามปี
- D. จำคุกไม่เกินสองปี
6. ตามมาตรา 12 ตรี การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่ากี่วันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง
- A. ไม่น้อยกว่าห้าวัน
- B. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
- C. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
- D. ไม่น้อยกว่าสามวัน
7. ตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาในวันใด
- A. วันก่อนวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
- B. วันสิ้นเดือนที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
- C. วันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
- D. วันสิ้นปีที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
8. ข้อใดถูกต้องตามมาตรา 83/2 แห่งประมวลรัษฎากร
- A. บุคคลดังกล่าวไม่มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน
- B. บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการ แต่ไม่มีหน้าที่ชำระภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน
- C. บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ชำระภาษี แต่ไม่มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน
- D. ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 82/1 (1) (3) (4) หรือ (5) และมาตรา 82/2 มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน
9. ตามมาตรา 84 กรณียื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะแบบเดิมไม่ถูกต้องครบถ้วน ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิขอคืนเครดิตภาษีพร้อมกับการดำเนินการใด
- A. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น
- B. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีถัดไป
- C. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมครั้งถัดไป
- D. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีเดิมเท่านั้น
10. ตามมาตรา 35 ตรี ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 71 ตรี หรือยื่นรายงาน เอกสาร หรือหลักฐานโดยแสดงข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษอย่างไร
- A. ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
- B. ปรับไม่เกินสองแสนบาท
- C. ปรับไม่เกินสามแสนบาท
- D. ปรับไม่เกินห้าแสนบาท
11. ตามมาตรา 10 ตรี ในกรณีความตกลงหรืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากร ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้มาโดยหน้าที่ราชการ
- A. ระเบียบการแลกเปลี่ยนข้อมูลอาจขัดกับบทบัญญัติและเงื่อนไขของความตกลงหรืออนุสัญญาได้
- B. การแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวไม่ต้องเป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
- C. อธิบดีมีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง
- D. กฎหมายห้ามอธิบดีแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง
12. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 6 ได้ถูกต้อง เมื่อคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร
- A. ไม่มีผู้รับผิดชอบเพราะคณะบุคคลนั้นมิใช่นิติบุคคล
- B. ให้สมาชิกทุกคนของคณะนั้นร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบ
- C. ให้คณะบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบเองแม้มิใช่นิติบุคคล
- D. ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ
13. ข้อใดอธิบายผลของการกำหนดช่วงเวลาภาษีโดยพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 83/1 ได้ถูกต้อง
- A. แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน และให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น
- B. แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินหกเดือน และให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น
- C. แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน และให้ถือเป็นรอบระยะเวลาบัญชีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น
- D. แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน แต่ไม่ให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น
14. ข้อใดกล่าวถึงหน่วยงานที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อกรมสรรพากรตามมาตรา 83/10 ได้ถูกต้อง
- A. สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ
- B. สินค้านำเข้าให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ
- C. สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ
- D. สินค้านำเข้าให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ
15. นาย ก. เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ต่อมานาย ก. ถึงแก่ความตาย ผู้ใดมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีแทนนาย ก. ตามมาตรา 83/3
- A. ผู้ชำระบัญชีและผู้รับผิดชอบในการจัดการก่อนวันเลิกนิติบุคคล
- B. ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี
- C. ผู้จัดการมรดก ทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก
- D. ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หรือบุคคลหนึ่งในคณะบุคคลนั้น
16. นาย ก. เป็นผู้ทอดตลาดและได้ขายทอดตลาดทรัพย์สินของบริษัท ค. จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 83/5 นาย ก. ต้องดำเนินการอย่างไร
- A. นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่ต้องเสีย โดยไม่ต้องยื่นรายการตามแบบนำส่งภาษี
- B. นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่ต้องเสีย ณ สถานที่และกำหนดเวลาที่นาย ก. เลือกเอง
- C. ไม่มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะบริษัท ค. จำกัดต้องนำส่งภาษีด้วยตนเอง
- D. นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่ต้องเสีย โดยยื่นรายการตามแบบนำส่งภาษีที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่และกำหนดเวลาตามมาตรา 52
17. บริษัท ค. จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศไทย จ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการต่างประเทศที่เข้ามาให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3 ตามมาตรา 83/6 ข้อใดถูกต้อง
- A. บริษัท ค. จำกัด มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการต่างประเทศมีหน้าที่เสียภาษี
- B. บริษัท ค. จำกัด มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเมื่อผู้ประกอบการต่างประเทศจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว
- C. บริษัท ค. จำกัด ไม่มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะผู้ประกอบการต่างประเทศไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว
- D. ผู้ประกอบการต่างประเทศมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยบริษัท ค. จำกัด ไม่มีหน้าที่นำส่ง
18. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้นำเข้าที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรและมิได้นำเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บน บริษัท ค. จำกัด ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อผู้ใด ณ ที่ใด และพร้อมกับสิ่งใด
- A. ชำระต่อเจ้าพนักงานสรรพากร ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ พร้อมกับการชำระอากรขาเข้า
- B. ชำระต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ณ ด่านศุลกากร พร้อมกับการชำระอากรขาเข้า
- C. ชำระต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ณ ด่านศุลกากร ก่อนการชำระอากรขาเข้า
- D. ชำระต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ณ ด่านศุลกากร พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม
19. นาย ก. ได้รับแจ้งการประเมินภาษีอากรจากอำเภอและประสงค์จะอุทธรณ์การประเมินของอำเภอเป็นครั้งแรก ตามมาตรา 29 นาย ก. ต้องดำเนินการอย่างไร
- A. อุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
- B. อุทธรณ์ต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
- C. อุทธรณ์ต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
- D. อุทธรณ์ต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
20. นาย ก. ได้รับแจ้งการประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่ประเมิน โดยเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมินมีสำนักงานอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ และไม่เป็นกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 21 หรือมาตรา 25 นาย ก. ต้องอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาใดและต่อผู้ใด
- A. ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน สรรพากรเขตหรือผู้แทน และอัยการจังหวัดหรือผู้แทน
- B. ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ต่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีภาษีอากร
- C. ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ประกอบด้วยอธิบดีหรือผู้แทน ผู้แทนกรมอัยการ และผู้แทนกรมมหาดไทย
- D. ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน สรรพากรเขตหรือผู้แทน และอัยการจังหวัดหรือผู้แทน
21. นาย ก. อุทธรณ์การประเมินภาษีและได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ต่อมานาย ก. ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ข้อใดถูกต้องตามมาตรา 31
- A. การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร แต่นาย ก. ต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์
- B. เมื่อได้รับอนุมัติให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ นาย ก. ไม่มีหน้าที่ชำระภาษีอากรตามคำวินิจฉัยนั้น
- C. การอุทธรณ์เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร และนาย ก. รอชำระจนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้
- D. การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร และนาย ก. ต้องชำระทันทีที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์
22. ข้อใดอธิบายอำนาจในการออกหมายเรียกเพื่อวินิจฉัยอุทธรณ์และระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าตามมาตรา 32 ได้ถูกต้อง
- A. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ แต่สั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงไม่ได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย
- B. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย
- C. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนได้ แต่ไม่มีอำนาจออกหมายเรียกพยาน โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย
- D. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันส่งหมาย
23. นาย ก. เป็นผู้อุทธรณ์และไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกตามมาตรา 32 โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร กรณีนี้มีผลอย่างไรตามมาตรา 33
- A. นาย ก. ยังคงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป
- B. นาย ก. หมดสิทธิตอบคำถาม แต่ยังมีสิทธิอุทธรณ์ต่อไป
- C. นาย ก. หมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป
- D. สิทธิอุทธรณ์ของนาย ก. ถูกพักไว้จนกว่าจะปฏิบัติตามหมายเรียก
24. ข้อใดอธิบายรูปแบบและการส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 34 ได้ถูกต้อง
- A. ให้แจ้งด้วยวาจาและให้ส่งไปยังเจ้าพนักงานประเมิน
- B. ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังเจ้าพนักงานประเมิน
- C. ให้แจ้งด้วยวาจาและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์
- D. ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์
25. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับโทษตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร
- A. ผู้ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ มาตรา 51 หรือมาตรา 69 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย
- B. ผู้ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ มาตรา 51 หรือมาตรา 69 ต้องระวางโทษปรับ แม้จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย
- C. ผู้ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ มาตรา 51 หรือมาตรา 69 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย
- D. ผู้ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 17 มาตรา 50 ทวิ มาตรา 51 หรือมาตรา 69 ต้องระวางโทษจำคุก เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย
26. บริษัท ค. จำกัด ฝ่าฝืนมาตรา 12 ทวิ โดยการกระทำความผิดเกิดจากการสั่งการของนาย ก. ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัท ตามมาตรา 35 ทวิ นาย ก. ต้องรับผิดอย่างไร
- A. นาย ก. ต้องรับเฉพาะโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท โดยไม่ต้องรับโทษจำคุก
- B. นาย ก. ต้องรับโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาทด้วย
- C. นาย ก. ไม่ต้องรับโทษ เพราะผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล
- D. นาย ก. ต้องรับโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทด้วย
27. ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งที่ระบุไว้ในมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษอย่างไร
- A. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- B. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี
- C. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- D. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
28. ผู้กระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษเท่าใด
- A. จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
- B. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท
- C. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
- D. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
29. นาย ก. มีหน้าที่ยื่นรายการตามลักษณะนี้ แต่เจตนาไม่ยื่นรายการดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร นาย ก. ต้องรับโทษตามมาตรา 37 ทวิ อย่างไร
- A. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- B. ปรับไม่เกินสองแสนบาท โดยไม่มีโทษจำคุก
- C. จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- D. ไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 37 ทวิ
30. ข้อใดอธิบายอำนาจเปิดเผยรายละเอียดของอธิบดีตามมาตรา 10 ทวิ ได้ถูกต้อง
- A. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ แต่เปิดเผยฐานภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้
- B. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
- C. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้สอบบัญชีได้ แต่เปิดเผยพฤติการณ์ของผู้สอบบัญชีไม่ได้
- D. แม้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีก็ไม่มีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย
31. ตามมาตรา 11 ทวิ ผู้เสียภาษีอากรที่ต้องการขอใบแทนใบเสร็จต้องขอรับ ณ ที่ใด และเสียค่าธรรมเนียมเท่าใด
- A. ขอรับได้ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์
- B. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
- C. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์
- D. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 1 บาท
32. นาย ก. เป็นผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากร เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว นาย ก. มิได้ชำระ ตามมาตรา 12 ข้อใดกล่าวถึงผลและอำนาจของอธิบดีได้ถูกต้อง
- A. ภาษีนั้นเป็นภาษีอากรค้าง แต่อธิบดีมีอำนาจสั่งอายัดทรัพย์สินได้โดยห้ามขายทอดตลาด
- B. ภาษีนั้นยังไม่เป็นภาษีอากรค้าง แต่อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินได้
- C. ภาษีนั้นเป็นภาษีอากรค้าง แต่อธิบดีต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่งก่อนดำเนินการ
- D. ภาษีนั้นเป็นภาษีอากรค้าง และอธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของนาย ก. ได้โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง
33. เจ้าพนักงานมีคำสั่งยึดทรัพย์สินของนาย ก. ตามมาตรา 12 แล้ว โดยนาย ข. กำลังช่วยนาย ก. จัดการทรัพย์สินนั้น ข้อใดกล่าวถูกต้องตามมาตรา 12 ทวิ
- A. ทั้งนาย ก. และนาย ข. ห้ามทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์สินนั้นให้บุคคลอื่น
- B. นาย ข. ย้ายหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินได้ แต่นาย ก. ห้ามทำลายหรือโอน
- C. นาย ก. ทำลายหรือย้ายทรัพย์สินได้ แต่นาย ข. ห้ามซ่อนเร้นหรือรับโอน
- D. นาย ก. โอนทรัพย์สินให้นาย ข. ได้ แต่ทั้งสองคนห้ามทำลายหรือซ่อนเร้น
34. ข้อใดอธิบายอำนาจตามมาตรา 12 ตรี เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 12 ได้ถูกต้อง
- A. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร
- B. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน
- C. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้
- D. อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว
35. ตามมาตรา 13 เจ้าพนักงานผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 10 ต้องระวางโทษอย่างไร
- A. จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- B. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
- C. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- D. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
36. ข้อใดอธิบายหน้าที่ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่นตามมาตรา 7 ได้ถูกต้อง
- A. ให้กรรมการเป็นผู้ลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียว
- B. ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้จัดการร่วมกันลงลายมือชื่อ
- C. ไม่ต้องมีผู้ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่น
- D. ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ
37. เจ้าพนักงานสรรพากรนำหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรไปส่งให้นาย ก. ณ สำนักงานของนาย ก. ในเวลาทำการ แต่ไม่พบนาย ก. และพบนาง ข. ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและทำงานอยู่ในสำนักงานนั้น ตามมาตรา 8 เจ้าพนักงานสรรพากรดำเนินการอย่างไรได้ และมีผลอย่างไร
- A. ส่งให้นาง ข. ได้ และเมื่อส่งแล้วให้ถือว่านาย ก. ได้รับหนังสือแล้ว
- B. ต้องปิดหนังสือไว้ที่สำนักงานของนาย ก. และจึงถือว่าได้รับแล้ว
- C. ส่งให้นาง ข. ได้ แต่ยังไม่ถือว่านาย ก. ได้รับจนกว่าจะรับด้วยตนเอง
- D. ส่งให้นาง ข. ไม่ได้ เพราะต้องส่งให้นาย ก. ด้วยตนเอง
38. ข้อใดอธิบายหลักการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 ได้ถูกต้อง
- A. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ผู้คำนวณเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนได้เอง
- B. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ
- C. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ
- D. แม้จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ต้องใช้อัตราที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ
39. นาย ก. ตกลงรับทรัพย์สินวันที่ 5 มกราคม ได้รับทรัพย์สินจริงวันที่ 10 มกราคม เริ่มใช้ประโยชน์วันที่ 15 มกราคม และขายทรัพย์สินวันที่ 20 มกราคม โดยไม่มีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นและต้องตีราคาทรัพย์สินเป็นเงิน ตามมาตรา 9 ทวิ ต้องถือราคาใด
- A. ราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ 5 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ตกลงรับทรัพย์สิน
- B. ราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ 20 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ขายทรัพย์สิน
- C. ราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ 10 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่ได้รับทรัพย์สิน
- D. ราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ 15 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่เริ่มใช้ประโยชน์
40. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 83 ในเดือนภาษีหนึ่งบริษัทไม่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ และอธิบดีไม่ได้กำหนดเวลายื่นแบบเป็นอย่างอื่น บริษัทต้องปฏิบัติอย่างไร
- A. ยื่นแบบที่บริษัทกำหนดขึ้นเองเป็นรายเดือนภาษี พร้อมชำระภาษีถ้ามี
- B. ยื่นแบบเป็นรายเดือนภาษีภายในวันที่ 20 ของเดือนถัดไป พร้อมชำระภาษีถ้ามี
- C. ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนภาษีนั้น เพราะไม่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ
- D. ยื่นแบบตามแบบที่อธิบดีกำหนดเป็นรายเดือนภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมชำระภาษีถ้ามี
41. ข้อใดอธิบายสิทธิของผู้ประกอบการจดทะเบียนเกี่ยวกับเครดิตภาษีที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนภาษีตามมาตรา 84 ได้ถูกต้อง
- A. นำเครดิตภาษีไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด หรือขอคืนพร้อมการยื่นแบบของเดือนนั้น และกรณียื่นแบบเพิ่มเติมตามมาตรา 83/4 ขอคืนพร้อมแบบเพิ่มเติมได้
- B. ขอคืนเครดิตภาษีได้ภายหลังการยื่นแบบของเดือนนั้นแล้ว โดยไม่ต้องขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบ
- C. กรณียื่นแบบเพิ่มเติมตามมาตรา 83/4 ไม่มีสิทธิขอคืนเครดิตภาษีพร้อมกับการยื่นแบบเพิ่มเติมนั้น
- D. ต้องนำเครดิตภาษีไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น โดยไม่มีสิทธิขอคืนพร้อมการยื่นแบบของเดือนนั้น
42. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน มีภาษีต้องคืนจากการขายสินค้าในเดือนภาษีหนึ่ง แต่มิได้ขอคืนตามมาตรา 84 หากบริษัทประสงค์ยื่นคำร้องขอคืนภาษี จะต้องยื่นภายในกำหนดเวลาใดและนับตั้งแต่เมื่อใด
- A. ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีเพราะมิได้ขอคืนตามมาตรา 84
- B. ภายในสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น
- C. ภายในสองปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น
- D. ภายในสามปีนับแต่วันที่ได้ชำระภาษี
43. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับอำนาจของอธิบดีตามมาตรา 84/4 แห่งประมวลรัษฎากร
- A. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขห้ามผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้ว
- B. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้
- C. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้
- D. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าไว้ใช้ในราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้
44. บริษัท ค. จำกัด ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่สำนักงานใหญ่ โดยสินค้านั้นไม่ใช่สินค้าตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัย ไม่ใช่ของผ่านแดน และไม่เข้ากรณีส่งกลับภายในหนึ่งปี ตามมาตรา 40 ทวิ การส่งสินค้าดังกล่าวมีผลอย่างไร
- A. ไม่ถือเป็นการขายในประเทศไทย และไม่ถือราคาสินค้าเป็นเงินได้พึงประเมิน
- B. ถือเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาตลาดในวันที่รับชำระเป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่รับชำระ
- C. ถือเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาทุนของสินค้าเป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่ส่งไป
- D. ถือเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่ส่งไป
45. ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 สำหรับเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยได้ถูกต้อง
- A. ต้องเสียภาษีไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
- B. หากนายจ้างมีกิจการในต่างประเทศ เงินได้จากงานที่ทำในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษี
- C. ต้องเสียภาษีเฉพาะเมื่อเงินได้นั้นจ่ายในประเทศไทย
- D. หากจ่ายเงินได้ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย
46. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 41 ทวิ กรณีโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนได้ถูกต้อง
- A. ให้ถือว่าผู้โอนไม่เป็นผู้มีเงินได้และไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
- B. ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
- C. ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ แต่ไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
- D. ให้ถือว่าผู้รับโอนแทนผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
47. ตามมาตรา 42 ทวิ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) เมื่อหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมารวมกันแล้ว ต้องไม่เกินจำนวนเท่าใด
- A. 60,000 บาท
- B. 120,000 บาท
- C. 100,000 บาท
- D. 80,000 บาท
48. ตามมาตรา 46 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยกฎหมายใด
- A. ประกาศกระทรวงการคลัง
- B. กฎกระทรวง
- C. พระราชบัญญัติ
- D. พระราชกฤษฎีกา
49. บริษัท ค. จำกัด ระบุข้อความในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้นาย ก. คำนวณเครดิตภาษีเกินกว่าที่พึงได้รับ และได้รับเงินคืนเกินไป เมื่อบริษัท ค. จำกัดและนาย ก. ไม่ชำระเงินที่เรียกให้ชำระภายในเจ็ดวันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งจากเจ้าพนักงานประเมิน ผลตามมาตรา 47 ทวิ เป็นอย่างไร
- A. ให้ถือว่าเงินจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นภาษีอากรค้าง
- B. มิให้ถือว่าเงินจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นภาษีอากรค้าง
- C. ให้ถือเป็นภาษีอากรค้างเมื่อพ้นสิบห้าวันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้ง
- D. ให้แจ้งนาย ก. ถึงสิทธิที่จะได้รับเงินที่เหลือคืนตามกฎหมาย
50. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) และได้หักภาษีจากนาย ก. ซึ่งออกจากงานในระหว่างปีภาษี บริษัทต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายแก่นาย ก. อย่างไร
- A. ออกสองฉบับโดยข้อความไม่จำเป็นต้องตรงกัน ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่นาย ก. ออกจากงาน
- B. ออกสองฉบับมีข้อความตรงกัน ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่นาย ก. ออกจากงาน
- C. ออกสองฉบับมีข้อความตรงกัน ในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย
- D. ออกหนึ่งฉบับมีข้อความครบถ้วน ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่นาย ก. ออกจากงาน
51. ตามมาตรา 52 ทวิ ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องมีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่เท่าใดขึ้นไป จึงจะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้
- A. ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป
- B. ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป
- C. ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป
- D. ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป
52. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 ได้หักเงินภาษีจากผู้มีเงินได้ไว้ 10,000 บาท แต่ยังมิได้นำส่ง ตามมาตรา 54 ผลเป็นอย่างไร
- A. ผู้มีเงินได้ต้องรับผิดชำระเงินภาษี 10,000 บาทแต่ฝ่ายเดียว
- B. ผู้มีเงินได้และบริษัท ค. จำกัดต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินภาษี 10,000 บาท
- C. ผู้มีเงินได้พ้นความรับผิด 5,000 บาท และบริษัท ค. จำกัดรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว
- D. ผู้มีเงินได้พ้นความรับผิด 10,000 บาท และบริษัท ค. จำกัดรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว
53. นาย ก. เป็นผู้เยาว์และเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรค 1 ผู้แทนโดยชอบธรรมของนาย ก. ต้องดำเนินการอย่างไรตามมาตรา 57
- A. ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี
- B. ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 แต่ไม่ต้องเป็นตัวแทนในการชำระภาษี
- C. ไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 1 แต่ต้องเป็นตัวแทนในการชำระภาษี
- D. ต้องปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรค 2 และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี
54. นาย ก. และนาง ข. เป็นสามีภริยากัน ได้รับเงินได้พึงประเมินซึ่งมิใช่เงินได้ตามมาตรา 40 (8) และไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของแต่ละฝ่ายจำนวนเท่าใด ตามมาตรา 57 ฉ ต้องถือว่าเงินได้นั้นเป็นของผู้ใด
- A. ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีทั้งหมด
- B. ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง
- C. ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของภริยาทั้งหมด
- D. ให้ถือเป็นเงินได้ของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลงกัน
55. ตามมาตรา 60 ทวิ ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ ให้ถือเป็นสิ่งใด
- A. ไม่ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี
- B. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิครึ่งปี
- C. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี
- D. ให้ถือเป็นเงินเพิ่มของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี
56. นาย ก. มีชื่อในหนังสือสำคัญว่าเป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมิน แต่ต้องโอนเงินได้ดังกล่าวให้แก่นาง ข. ตามมาตรา 61 ข้อใดถูกต้อง
- A. เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากนาย ก. แต่นาย ก. ต้องโอนเงินให้นาง ข. โดยหักภาษีไม่ได้
- B. เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากนาย ก. แต่นาย ก. มีสิทธิหักเงินภาษีตามส่วน
- C. เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากนาย ก. และนาย ก. หักเงินภาษีได้โดยไม่ต้องหักตามส่วน
- D. เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากนาย ก. และนาย ก. มีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินที่ต้องโอนให้นาง ข. ตามส่วน
57. บริษัท ค. จำกัด มีรายได้เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่งแต่ยังไม่ได้รับชำระ และมีรายจ่ายที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแต่ยังมิได้จ่าย บริษัทต้องคำนวณรายได้และรายจ่ายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้นอย่างไรตามมาตรา 65
- A. นำรายได้และรายจ่ายดังกล่าวมารวมคำนวณในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
- B. ไม่นำรายได้มารวมคำนวณ แต่นำรายจ่ายมารวมคำนวณในรอบนั้น
- C. ไม่นำทั้งรายได้และรายจ่ายมารวมคำนวณในรอบนั้น
- D. นำรายได้มารวมคำนวณ แต่ไม่นำรายจ่ายมารวมคำนวณในรอบนั้น
58. เทศบาล ก. จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้แก่บริษัท ข. จำกัด ในกรณีที่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 69 ทวิ เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราใด
- A. อัตราร้อยละ 2
- B. อัตราร้อยละ 1
- C. อัตราร้อยละ 3
- D. อัตราร้อยละ 0.5
59. ตามมาตรา 69 ตรี ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าใด
- A. ร้อยละ 3
- B. ร้อยละ 5
- C. ร้อยละ 1
- D. ร้อยละ 2
60. บริษัท ค. จำกัด ส่งสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยออกไปต่างประเทศตามคำสั่งของบริษัทในเครือเดียวกัน สินค้านั้นส่งไปเพื่อจำหน่าย มิใช่ของผ่านแดน และมิได้ส่งกลับคืนภายในหนึ่งปี กรณีนี้มาตรา 70 ตรี กำหนดผลไว้อย่างไร
- A. ให้ถือว่าเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาทุนในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไป
- B. ให้ถือว่าเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
- C. ไม่ถือว่าเป็นการขายในประเทศไทย และไม่ต้องถือราคาสินค้าเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไป
- D. ให้ถือว่าเป็นการขายในประเทศไทย และถือราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไป
61. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับความหมายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ
- A. นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด
- B. นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมร้อยละสี่สิบของทุนทั้งหมด
- C. นิติบุคคลสองแห่งมีข้อกำหนดทางการพาณิชย์แตกต่างกัน จึงถือว่ามีความสัมพันธ์กัน
- D. นิติบุคคลสองแห่งมีเพียงความสัมพันธ์ด้านการจัดการ แม้ยังดำเนินการโดยอิสระจากกันได้
62. ห้างหุ้นส่วนสามัญ ง. ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้จดทะเบียนเลิกโดยไม่มีการชำระบัญชี ตามมาตรา 72 บุคคลใดมีหน้าที่และความรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในสามวรรคแรก
- A. ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเพียงผู้เดียว
- B. ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการ
- C. ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการเพียงผู้เดียว
- D. ผู้ชำระบัญชีร่วมกับผู้จัดการห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
63. ข้อใดอธิบายผลของการควบเข้ากันตามมาตรา 73 ได้ถูกต้อง
- A. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันยังมิได้เลิกกัน
- B. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าเฉพาะบางบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน
- C. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน
- D. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนนิติบุคคลเดิม
64. ข้อใดอธิบายหลักการตีราคาทรัพย์สินกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันได้ถูกต้องตามมาตรา 74
- A. ตีทรัพย์สินตามราคาบัญชีในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทใหม่ถือราคาตลาดเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
- B. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันเลิก และบริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
- C. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทเดิมถือราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่าย
- D. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
65. บริษัท ค. จำกัด ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีนาย ก. เป็นลูกจ้างประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้บริษัทได้รับผลกำไรในประเทศไทย ตามมาตรา 76 ทวิ ผลทางกฎหมายต่อนาย ก. เป็นอย่างไร
- A. ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท และมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะที่เกี่ยวกับผลกำไรดังกล่าว
- B. ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท และมีหน้าที่ยื่นรายการแต่ไม่ต้องเสียภาษีเกี่ยวกับผลกำไรดังกล่าว
- C. ไม่ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท และไม่มีหน้าที่ยื่นรายการหรือเสียภาษีเกี่ยวกับผลกำไรดังกล่าว
- D. ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท และมีหน้าที่ยื่นรายการและเสียภาษีจากเงินได้ทั้งหมดของบริษัท
66. ข้อใดอธิบายความหมายของการให้บริการในราชอาณาจักรตามมาตรา 77/2 ได้ถูกต้อง
- A. บริการที่ทำและใช้ในราชอาณาจักรเท่านั้น ไม่รวมบริการที่ทำในต่างประเทศแต่ใช้ในราชอาณาจักร
- B. บริการที่ทำในราชอาณาจักรไม่ว่าจะใช้บริการที่ใด และบริการที่ทำในต่างประเทศแต่ใช้ในราชอาณาจักร
- C. บริการที่ทำในต่างประเทศแม้ใช้ในราชอาณาจักรก็ไม่ถือว่าเป็นบริการในราชอาณาจักร
- D. บริการที่ทำในราชอาณาจักรแต่ใช้ในต่างประเทศไม่ถือว่าเป็นบริการในราชอาณาจักร
67. ตามมาตรา 77/4 มูลค่าของสัญญาตาม (1) และ (2) จะต้องกำหนดไม่น้อยกว่าเท่าใด
- A. 300,000 บาท
- B. 100,000 บาท
- C. 500,000 บาท
- D. 1,000,000 บาท
68. ข้อใดอธิบายหลักความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการให้บริการตามมาตรา 78/1 (1) ได้ถูกต้อง
- A. การใช้บริการก่อนได้รับชำระราคาทำให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นทันทีโดยไม่แบ่งตามส่วน
- B. ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อให้บริการเสร็จสิ้น แม้ยังไม่ได้รับชำระราคาค่าบริการ
- C. การออกใบกำกับภาษีก่อนได้รับชำระราคาไม่ทำให้เกิดความรับผิดจนกว่าจะได้รับชำระราคาค่าบริการ
- D. ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ แต่หากออกใบกำกับภาษีหรือใช้บริการก่อน ให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น
69. ข้อใดอธิบายผลตามมาตรา 78/2 (1) ได้ถูกต้อง สำหรับการนำเข้าที่ไม่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) และเป็นกรณีไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า
- A. ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
- B. ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อทางราชการขายทอดตลอดหรือขายโดยวิธีอื่นเพื่อนำเงินมาชำระค่าใช้จ่าย
- C. ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า วางหลักประกัน หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า
- D. ความรับผิดไม่เกิดขึ้นเพราะไม่ต้องเสียหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า
70. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ให้ส่วนลดแก่ลูกค้าในขณะขายสินค้า โดยหักส่วนลดออกจากราคาสินค้าและแสดงการหักส่วนลดไว้ชัดแจ้งในใบกำกับภาษี ตามมาตรา 79 ต้องคำนวณมูลค่าฐานภาษีอย่างไร
- A. ไม่นำราคาสินค้าหลังหักส่วนลดมารวมในมูลค่าฐานภาษี
- B. ไม่นำส่วนลดดังกล่าวมารวมในมูลค่าฐานภาษี
- C. ไม่นำเพียงกึ่งหนึ่งของส่วนลดดังกล่าวมารวมในมูลค่าฐานภาษี
- D. นำส่วนลดดังกล่าวมารวมในมูลค่าฐานภาษี
71. บริษัท ค. จำกัด เลิกประกอบกิจการ โดยในวันเลิกประกอบกิจการยังมีสินค้าคงเหลือที่มีไว้ในการประกอบกิจการ ตามมาตรา 79/3 ต้องถือมูลค่าฐานภาษีของสินค้าดังกล่าวอย่างไร
- A. ให้ถือมูลค่าตามบัญชีในวันเลิกประกอบกิจการ
- B. ให้ถือราคาตลาดในวันที่ซื้อสินค้า
- C. ให้ถือราคาตลาดในวันเลิกประกอบกิจการ
- D. ให้ถือต้นทุนที่ซื้อสินค้ามา
72. ข้อใดเป็นสินค้าที่อยู่ในความหมายของคำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” ตามมาตรา 79/6
- A. ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่หน่วยงานอื่นได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
- B. น้ำมันเบนซินที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดเฉพาะราคาขายส่งไว้
- C. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดไม่ได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
- D. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
73. ตามมาตรา 82/10 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีใด
- A. เดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้
- B. เดือนภาษีที่ขายสินค้าหรือให้บริการ
- C. เดือนภาษีถัดจากเดือนที่ออกใบลดหนี้
- D. เดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้
74. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าและนำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ต่อมาได้จำหน่ายหนี้สูญจากการขายนั้นตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และภายหลังได้รับชำระหนี้ดังกล่าว ตามมาตรา 82/11 บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- A. นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญที่ได้รับชำระมาหักออกจากภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้รับชำระ
- B. นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญที่ได้รับชำระมารวมเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้รับชำระ
- C. นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญที่ได้รับชำระมารวมเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่จำหน่ายหนี้สูญ
- D. ไม่ต้องนำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญที่ได้รับชำระกลับมารวมเป็นภาษีขาย
75. ในเดือนภาษีหนึ่ง บริษัท ค. จำกัด มีภาษีขาย 120,000 บาท และภาษีซื้อ 80,000 บาท โดยกรณีนี้ไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 หรือมาตรา 82/16 บริษัทต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเท่าใดตามมาตรา 82/3
- A. ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 120,000 บาท
- B. ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 200,000 บาท
- C. ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 40,000 บาท
- D. ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 80,000 บาท
76. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยนำบริการที่ได้รับมาใช้ในกิจการทั้งสองประเภท บริษัท ค. จำกัด ต้องดำเนินการอย่างไรตามมาตรา 82/6
- A. ต้องเฉลี่ยภาษีขายก่อนนำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
- B. ต้องไม่นำภาษีซื้อจากบริการดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขาย
- C. ต้องนำภาษีซื้อทั้งหมดมาหักออกจากภาษีขายโดยไม่ต้องเฉลี่ย
- D. ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อที่จะนำมาหักออกจากภาษีขายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
77. บริษัท ค. จำกัด จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว เนื่องจากเดิมมีมูลค่าของฐานภาษีสูงกว่าเกณฑ์ของกิจการขนาดย่อม ต่อมามีการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาให้เกณฑ์ดังกล่าวสูงขึ้น ทำให้มูลค่าของฐานภาษีของบริษัทต่ำกว่าเกณฑ์ใหม่ โดยบริษัทยังไม่ได้ใช้สิทธิขอให้อธิบดีสั่งถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 85/11 การจดทะเบียนของบริษัทมีผลอย่างไร
- A. การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มยังคงมีผลต่อไป
- B. อธิบดีต้องถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของบริษัท
- C. การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มถูกระงับไว้ก่อน
- D. การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสิ้นผลโดยอัตโนมัติ
78. ตามมาตรา 85/15 ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เลิกประกอบกิจการต้องแจ้งการเลิกกิจการภายในกี่วันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- A. ภายในหกสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- B. ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- C. ภายในเจ็ดวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- D. ภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
79. นาย ก. เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมานาย ก. ถึงแก่ความตาย โดยไม่มีผู้จัดการมรดกและไม่มีทายาทยื่นขอโอนกิจการตามมาตรา 85/16 ตามมาตรา 85/19 อธิบดีต้องดำเนินการอย่างไร
- A. คงชื่อนาย ก. ไว้ในทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- B. สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนของนาย ก. ตามมาตรา 85/17
- C. สั่งขีดชื่อนาย ก. ออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- D. สั่งถอนทะเบียนของนาย ก. ตามมาตรา 85/10
80. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ ก. โดยมีสำนักงานใหญ่ ณ สถานที่ ข. ต่อมาบริษัททราบว่าใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชำรุดในสาระสำคัญ บริษัทต้องดำเนินการอย่างไรตามมาตรา 85/5
- A. ยื่นคำขอรับใบแทน ณ สถานที่ ก. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบว่าชำรุด
- B. ยื่นคำขอรับใบแทน ณ สถานที่ ข. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบว่าชำรุด
- C. เก็บใบทะเบียนที่ชำรุดไว้โดยไม่ต้องยื่นคำขอรับใบแทน
- D. ยื่นคำขอรับใบแทน ณ สถานที่ ก. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบว่าชำรุด
81. ตามมาตรา 85/6 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญภายในกี่วันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
- A. ภายในสิบห้าวัน
- B. ภายในหกสิบวัน
- C. ภายในสามสิบวัน
- D. ภายในเจ็ดวัน
82. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 85/9 สำหรับสถานประกอบการชั่วคราวที่มีลักษณะและเงื่อนไขเป็นสถานประกอบการเฉพาะกิจตามที่อธิบดีกำหนดได้ถูกต้อง
- A. ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานตามที่อธิบดีกำหนด
- B. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานและปฏิบัติตามที่อธิบดีกำหนด
- C. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 และมาตรา 85/7 แต่ยังคงอยู่ในบังคับของมาตรา 85/8
- D. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องทำรายงาน
83. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งขายสินค้าไปแล้ว ต่อมาเกิดเหตุการณ์ตามมาตรา 82/10 ทำให้มูลค่าสินค้าลดลงและต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่ แต่มีเหตุจำเป็นทำให้ไม่สามารถออกใบลดหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์ บริษัท ค. จำกัด ต้องดำเนินการอย่างไรตามมาตรา 86/10
- A. ออกใบลดหนี้ให้ผู้ซื้อสินค้าในเดือนภาษีที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น
- B. ไม่ต้องออกใบลดหนี้เพราะไม่สามารถออกได้ทันในเดือนที่เกิดเหตุการณ์
- C. ออกใบลดหนี้ให้ผู้ซื้อสินค้าในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น
- D. ออกใบเพิ่มหนี้ให้ผู้ซื้อสินค้าในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น
84. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการค้าปลีก และประสงค์จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินเพื่อออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ บริษัท ค. จำกัดต้องดำเนินการอย่างไรตามมาตรา 86/6
- A. แจ้งการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินให้อธิบดีทราบล่วงหน้าอย่างน้อยสิบห้าวัน
- B. ยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี แต่กำหนดวิธีใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินได้เอง
- C. ใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินได้โดยไม่ต้องยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี
- D. ยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี และปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินที่อธิบดีกำหนด
85. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการและอยู่ในกรณีภาษีซื้อ แต่ไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีพร้อมทั้งหลักฐานอื่นเพื่อการคำนวณภาษีหรือการเครดิตภาษีได้ ตามมาตรา 88 ผลเป็นอย่างไร
- A. เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
- B. เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
- C. เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ไม่มีอำนาจประเมินเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
- D. เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเฉพาะเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม แต่ไม่มีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม
86. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 88/2 ในกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) ได้ถูกต้อง
- A. เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น
- B. เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4)
- C. เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี
- D. เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง
87. ตามมาตรา 88/4 เจ้าพนักงานประเมินจะต้องให้เวลาล่วงหน้าแก่บุคคลที่ได้รับหมายเรียกหรือคำสั่งไม่น้อยกว่าเท่าใด
- A. ไม่น้อยกว่าสามวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- B. ไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- C. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- D. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
88. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการซึ่งยื่นแบบแสดงรายการภาษีหลังวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบ โดยไม่มีการขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลา แบบดังกล่าวแสดงฐานภาษีถูกต้องและสมบูรณ์ เจ้าพนักงานประเมินจะประเมินภาษีสำหรับแบบดังกล่าวได้ภายในกำหนดเวลาใด
- A. สิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี
- B. ห้าปีนับแต่กำหนดเวลาตามมาตรา 88/6 (1) (ก)
- C. สองปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี
- D. สองปีนับแต่วันที่บริษัท ค. จำกัดยื่นแบบแสดงรายการภาษี แต่ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี
89. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 89 กรณีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาได้ถูกต้อง
- A. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี
- B. การไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลาไม่ทำให้เกิดหน้าที่เสียเบี้ยปรับ
- C. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี
- D. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี
90. บริษัท ค. จำกัดให้ทรัพย์สินของกิจการแก่บุคคลหนึ่งโดยไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทน ข้อใดถูกต้องตามมาตรา 91/1
- A. การให้ทรัพย์สินดังกล่าวไม่อยู่ในความหมายของคำว่า “ขาย” เพราะไม่มีประโยชน์ตอบแทน
- B. การให้ทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ในความหมายของคำว่า “ขาย” แม้ไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทน
- C. ราคาตลาดของทรัพย์สินดังกล่าวหมายถึงราคาที่บริษัทซื้อทรัพย์สินนั้นมาเดิม
- D. มูลค่าของทรัพย์สินดังกล่าวหมายถึงราคาตามบัญชีของบริษัท
91. นาย ก. เริ่มประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยกิจการและนาย ก. ไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย นาย ก. มีสถานประกอบการหลายแห่งและกำหนดให้แห่งหนึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ ตามมาตรา 91/12 นาย ก. ต้องดำเนินการอย่างไร
- A. ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ เพราะมีสถานประกอบการหลายแห่งและมีสำนักงานใหญ่แล้ว
- B. ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายในสามสิบวัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สาขาแห่งใดแห่งหนึ่งตั้งอยู่
- C. ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายในสามสิบวันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
- D. ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายในหกสิบวันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ ณ ท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
92. บริษัท ค. จำกัด ให้บริการแก่ลูกค้าโดยเรียกเก็บค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 91/16 (6) เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจดำเนินการอย่างไร
- A. ไม่อาจกำหนดค่าบริการใหม่ เพราะบริษัทเรียกเก็บค่าบริการแล้ว
- B. กำหนดค่าบริการตามจำนวนที่บริษัทเรียกเก็บจริง
- C. กำหนดค่าบริการตามราคาตลาดในวันที่โอนทรัพย์สิน
- D. กำหนดค่าบริการตามราคาตลาดในวันที่ให้บริการ
93. ข้อใดอธิบายขอบเขตของการประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามมาตรา 91/2 ได้ถูกต้อง
- A. บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักร
- B. บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านตัวแทนของตนเท่านั้น ไม่รวมสถานประกอบการ
- C. บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านสถานประกอบการของตนเท่านั้น ไม่รวมตัวแทน
- D. บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการนอกราชอาณาจักร
94. ตามมาตรา 91/8 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ต้องเสียภาษีในเวลาใด
- A. ก่อนจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น
- B. ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น
- C. ภายหลังจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น
- D. ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
95. ข้อใดกล่าวถึงกรณีที่อยู่ในความหมายของ “ใบรับ” ตามมาตรา 103 ได้ถูกต้อง
- A. ใบรับหมายถึงการลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- B. บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานการรับชำระเงินต้องมีลายมือชื่อจึงเป็นใบรับ
- C. บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว แม้ไม่มีลายมือชื่อ
- D. ใบรับหมายถึงเอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้
96. ตามมาตรา 105 จัตวา ผู้ขายต้องเก็บสำเนาใบส่งของไว้เป็นเวลาเท่าใด
- A. ไม่น้อยกว่าสิบปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ
- B. ไม่น้อยกว่าสามปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ
- C. ไม่น้อยกว่าเจ็ดปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ
- D. ไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ
97. กรณีไม่อยู่ภายใต้มาตรา 111 และไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าตราสาร แต่ไม่ยอมขีดฆ่า ตามมาตรา 107 ต้องดำเนินการอย่างไร
- A. ให้ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้
- B. ไม่ต้องขีดฆ่าตราสารเมื่อผู้มีหน้าที่ไม่ยอมขีดฆ่า
- C. ให้ผู้อื่นเขียนวันเดือนปีแทนได้ แต่ขีดฆ่าแทนไม่ได้
- D. นาย ก. ต้องขีดฆ่าด้วยตนเอง แม้ไม่ยอมขีดฆ่า
98. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 110 เกี่ยวกับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกได้ถูกต้อง
- A. เมื่อคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์ตามอัตราของตนแล้ว ให้ถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์แม้ไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐาน
- B. หากไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะยังไม่ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับและขีดฆ่า
- C. แม้แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานจนพอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ก็ยังต้องปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับอีก
- D. การแสดงว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ต้องนำทั้งตราสารต้นฉบับและพยานหลักฐานมาแสดงประกอบกัน
99. ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์เกี่ยวกับตราสารที่ต้องเสียอากรซึ่งทำขึ้นนอกสยามตามมาตรา 111 ได้ถูกต้อง
- A. ผู้ทรงที่ได้ตราสารไว้ก่อนพ้นกำหนดต้องรอให้พ้นกำหนดก่อนจึงปิดแสตมป์และขีดฆ่าได้
- B. ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
- C. ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
- D. เมื่อผู้ทรงคนแรกไม่ปฏิบัติตาม ผู้ทรงคนอื่นยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงินได้โดยไม่ต้องปิดแสตมป์และขีดฆ่าก่อน
100. นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่เสียอากรสำหรับตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศไทย แต่ตราสารนั้นมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ นาย ก. ยื่นตราสารต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน 10 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไรตามมาตรา 113
- A. อนุมัติให้เสียอากรและเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าหรือ 10 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
- B. ไม่อนุมัติให้เสียอากรสำหรับตราสารดังกล่าว
- C. อนุมัติให้เสียอากรและเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าหรือ 4 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
- D. อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้