พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ และ PDPA: คลังข้อสอบฝึกทำ ชุดที่ 1

พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล · ผู้เตรียมสอบกรมสรรพากร 2569

Overview

ข้อสอบฝึกทำที่ผลิตจากตัวบท พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ฉบับทางการ ทุกข้อมีข้อความอ้างอิงจากตัวบท และผ่านการตรวจของเจ้าของระบบ ใช้เพื่อเตรียมสอบเท่านั้น ไม่ใช่ข้อสอบจริงหรือคำปรึกษาทางกฎหมาย

Exam framework: กรมสรรพากร
Language sections & stimuliEnglish Profile v1
Status:
ready
Blueprint: 21 questions · 0 topics · multiple choice · 21 min

Blueprint

Topic weighting and difficulty distribution

TopicWeight# QuestionsDifficulty (E/M/H)

Exam Set Intelligence

Deterministic estimates; observed performance is stored separately when available.

15 min

Estimated time

2

Topics

0

Coverage gaps

0

Duplicate pairs

83/100

Blueprint alignment

Blueprint Target vs Actual

difficulty: easyTarget 0% · Actual 24% · Variance +24pp · major mismatch ⚠
difficulty: mediumTarget 0% · Actual 33% · Variance +33pp · major mismatch ⚠
difficulty: hardTarget 0% · Actual 43% · Variance +43pp · major mismatch ⚠

⚠ difficulty easy: major_mismatch (+24pp).

⚠ difficulty medium: major_mismatch (+33pp).

⚠ difficulty hard: major_mismatch (+43pp).

Assessment Performance

Read-only aggregate from finalized attempts; submitted and expired are complete, abandoned is not.

1

Attempts

1

Completed

100.0%

Completion rate

38.1%

Average score

38.1%

Median score

103s

Average completion

All modes · observed-question-v1 · calculated 9/27/2026, 8:02:36 PM

Questions

Review, edit, approve, or reject generated questions.

21 approved and ready to save.

Q1
official_information
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นาย ก. ยื่นคำขอข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 11 ต่อหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง หน่วยงานผู้รับคำขอเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวจัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นและระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 หน่วยงานผู้รับคำขอต้องดำเนินการอย่างไร

  • A. ส่งคำขอให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป ✓
  • B. ปฏิเสธคำขอทันทีเพราะข้อมูลดังกล่าวระบุห้ามการเปิดเผยไว้
  • C. แนะนำให้นาย ก. ไปยื่นคำขอต่อหน่วยงานที่ควบคุมดูแลข้อมูลโดยไม่ชักช้า
  • D. พิจารณาคำขอและมีคำสั่งเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลนั้นเอง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่งคำขอให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป" ข้อเท็จจริงที่ว่าข้อมูลจัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นและระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 ทำให้ต้องใช้กรณีเฉพาะตามมาตรา 12 คือส่งคำขอให้หน่วยงานผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปฏิเสธคำขอทันทีเพราะข้อมูลดังกล่าวระบุห้ามการเปิดเผยไว้" ผิด: ข้อความในมาตรา 12 กำหนดผลให้ส่งคำขอแก่หน่วยงานผู้จัดทำเพื่อพิจารณามีคำสั่ง มิได้กำหนดให้ผู้รับคำขอปฏิเสธทันที • "แนะนำให้นาย ก. ไปยื่นคำขอต่อหน่วยงานที่ควบคุมดูแลข้อมูลโดยไม่ชักช้า" ผิด: มาตรา 12 กำหนดกรณีนี้ไว้โดยเฉพาะว่า “ให้ส่งคำขอนั้นให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป” • "พิจารณาคำขอและมีคำสั่งเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลนั้นเอง" ผิด: มาตรา 12 กำหนดให้ส่งคำขอไปยังหน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารเพื่อพิจารณาและมีคำสั่งต่อไป อ้างอิงตัวบท มาตรา 12 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ถ้าหน่วยงานของรัฐผู้รับคำขอเห็นว่าข้อมูลข่าวสารที่มีคำขอเป็นข้อมูลข่าวสารที่จัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น และได้ระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 ให้ส่งคำขอนั้นให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป”

มาตรา 12 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ถ้าหน่วยงานของรัฐผู้รับคำขอเห็นว่าข้อมูลข่าวสารที่มีคำขอเป็นข้อมูลข่าวสารที่จัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น และได้ระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 ให้ส่งคำขอนั้นให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

100.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

ส่งคำขอให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป ✓ Correct1 · 100.0%
ปฏิเสธคำขอทันทีเพราะข้อมูลดังกล่าวระบุห้ามการเปิดเผยไว้ 0 · 0.0%
แนะนำให้นาย ก. ไปยื่นคำขอต่อหน่วยงานที่ควบคุมดูแลข้อมูลโดยไม่ชักช้า 0 · 0.0%
พิจารณาคำขอและมีคำสั่งเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลนั้นเอง 0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

19s

Middle 50%

19s–19s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q2
official_information
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายขอบเขตของความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 15 (3) ได้ถูกต้อง

  • A. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในรวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น
  • B. อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยความเห็นหรือคำแนะนำภายในได้ แต่ไม่รวมรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น ✓
  • C. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องเปิดเผย เพราะไม่อยู่ในประเภทข้อมูลที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย
  • D. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องมีคำสั่งมิให้เปิดเผยทุกกรณี โดยไม่ต้องพิจารณาประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยความเห็นหรือคำแนะนำภายในได้ แต่ไม่รวมรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น" มาตรา 15 (3) ครอบคลุมความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐซึ่งอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยได้ แต่ยกเว้นรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ความเห็นหรือคำแนะนำภายในรวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น" ผิด: มาตรา 15 (3) ระบุว่าไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำภายใน • "ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องเปิดเผย เพราะไม่อยู่ในประเภทข้อมูลที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย" ผิด: มาตรา 15 (3) ระบุความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐไว้เป็นข้อมูลประเภทที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย • "ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องมีคำสั่งมิให้เปิดเผยทุกกรณี โดยไม่ต้องพิจารณาประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง" ผิด: มาตรา 15 ใช้คำว่า “อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้” และกำหนดให้คำนึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “(3) ความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใด” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำภายในดังกล่าว”

มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

0.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

ความเห็นหรือคำแนะนำภายในรวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น 1 · 100.0%
อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยความเห็นหรือคำแนะนำภายในได้ แต่ไม่รวมรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น ✓ Correct0 · 0.0%
ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องเปิดเผย เพราะไม่อยู่ในประเภทข้อมูลที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย 0 · 0.0%
ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องมีคำสั่งมิให้เปิดเผยทุกกรณี โดยไม่ต้องพิจารณาประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง 0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

10s

Middle 50%

10s–10s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q3
official_information
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 2 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดกี่วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

  • A. หกสิบวัน
  • B. หนึ่งร้อยยี่สิบวัน
  • C. เก้าสิบวัน ✓
  • D. สามสิบวัน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เก้าสิบวัน" มาตรา 2 กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หกสิบวัน" ผิด: มาตรา 2 ระบุระยะเวลาเก้าสิบวัน มิใช่หกสิบวัน • "หนึ่งร้อยยี่สิบวัน" ผิด: มาตรา 2 กำหนดระยะเวลาเก้าสิบวัน มิใช่หนึ่งร้อยยี่สิบวัน • "สามสิบวัน" ผิด: มาตรา 2 กำหนดว่า “เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน” มิใช่สามสิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 2 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน”

มาตรา 2 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

0.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

หกสิบวัน 0 · 0.0%
หนึ่งร้อยยี่สิบวัน 1 · 100.0%
เก้าสิบวัน ✓ Correct0 · 0.0%
สามสิบวัน 0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

4s

Middle 50%

4s–4s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q4
official_information
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้ถูกต้อง

  • A. เจ้าหน้าที่ของรัฐยังต้องรับผิด แม้เปิดเผยโดยสุจริตและดำเนินการถูกต้องตามระเบียบตามมาตรา 16
  • B. เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิดเมื่อเปิดเผยโดยสุจริต ไม่ว่าการเปิดเผยนั้นจะเป็นกรณีใด
  • C. การเปิดเผยโดยสุจริตในกรณีที่กำหนดทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิด
  • D. การเปิดเผยโดยสุจริตในกรณีที่กำหนดทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิด แต่ไม่เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายหากจะพึงมี ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "การเปิดเผยโดยสุจริตในกรณีที่กำหนดทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิด แต่ไม่เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายหากจะพึงมี" มาตรา 20 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิดเมื่อเปิดเผยข้อมูลโดยสุจริตในกรณีตาม (1) หรือ (2) แต่การเปิดเผยนั้นไม่ทำให้หน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายหากจะพึงมี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เจ้าหน้าที่ของรัฐยังต้องรับผิด แม้เปิดเผยโดยสุจริตและดำเนินการถูกต้องตามระเบียบตามมาตรา 16" ผิด: มาตรา 20 (1) ให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิด หากกระทำโดยสุจริตและดำเนินการถูกต้องตามระเบียบตามมาตรา 16 • "เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิดเมื่อเปิดเผยโดยสุจริต ไม่ว่าการเปิดเผยนั้นจะเป็นกรณีใด" ผิด: มาตรา 20 จำกัดการไม่ต้องรับผิดไว้เฉพาะการกระทำโดยสุจริตในกรณีตาม (1) หรือ (2) • "การเปิดเผยโดยสุจริตในกรณีที่กำหนดทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิด" ผิด: มาตรา 20 ระบุว่า การเปิดเผยดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายหากจะพึงมี อ้างอิงตัวบท มาตรา 20 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิดหากเป็นการกระทำโดยสุจริตในกรณีดังต่อไปนี้” มาตรา 20 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งไม่เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายหากจะพึงมีในกรณีดังกล่าว”

มาตรา 20 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิดหากเป็นการกระทำโดยสุจริตในกรณีดังต่อไปนี้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

0.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

เจ้าหน้าที่ของรัฐยังต้องรับผิด แม้เปิดเผยโดยสุจริตและดำเนินการถูกต้องตามระเบียบตามมาตรา 16 0 · 0.0%
เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิดเมื่อเปิดเผยโดยสุจริต ไม่ว่าการเปิดเผยนั้นจะเป็นกรณีใด 1 · 100.0%
การเปิดเผยโดยสุจริตในกรณีที่กำหนดทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิด 0 · 0.0%
การเปิดเผยโดยสุจริตในกรณีที่กำหนดทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิด แต่ไม่เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายหากจะพึงมี ✓ Correct0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

6s

Middle 50%

6s–6s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q5
official_information
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งขอข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลโดยตรงจากนาย ก. เพื่อใช้ตรวจสอบภายในตามปกติ โดยนาย ก. จะให้ข้อมูลหรือไม่ก็ได้ตามความสมัครใจ ตามมาตรา 23 หน่วยงานต้องดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับการขอข้อมูลครั้งนี้

  • A. แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และว่าการให้ข้อมูลเป็นไปโดยสมัครใจ ✓
  • B. แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวิธีขอตรวจดู วิธีขอแก้ไข และแหล่งที่มาของข้อมูล
  • C. แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลว่ามีกฎหมายบังคับให้ต้องให้ข้อมูล พร้อมระบุวัตถุประสงค์และลักษณะการใช้ข้อมูล
  • D. แจ้งนาย ก. ภายหลังได้รับข้อมูลแล้วถึงวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และว่าการให้ข้อมูลเป็นไปโดยสมัครใจ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และว่าการให้ข้อมูลเป็นไปโดยสมัครใจ" ข้อเท็จจริงระบุว่าหน่วยงานเก็บข้อมูลโดยตรงจากนาย ก. และการให้ข้อมูลเป็นไปโดยสมัครใจ จึงเข้ากรณีมาตรา 23 ที่ให้แจ้งเจ้าของข้อมูลล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และกรณีที่อาจให้ข้อมูลได้โดยสมัครใจ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวิธีขอตรวจดู วิธีขอแก้ไข และแหล่งที่มาของข้อมูล" ผิด: กรณีเก็บข้อมูลโดยตรง มาตรา 23 กำหนดให้แจ้งวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และกรณีที่ให้ข้อมูลโดยสมัครใจหรือมีกฎหมายบังคับ • "แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลว่ามีกฎหมายบังคับให้ต้องให้ข้อมูล พร้อมระบุวัตถุประสงค์และลักษณะการใช้ข้อมูล" ผิด: มาตรา 23 ให้แจ้งตามกรณีว่าอาจให้ข้อมูลได้โดยความสมัครใจหรือเป็นกรณีมีกฎหมายบังคับ ซึ่งกรณีนี้เป็นการให้โดยสมัครใจ • "แจ้งนาย ก. ภายหลังได้รับข้อมูลแล้วถึงวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และว่าการให้ข้อมูลเป็นไปโดยสมัครใจ" ผิด: มาตรา 23 กำหนดให้แจ้งเจ้าของข้อมูล “ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูล” ไม่ใช่ภายหลังได้รับข้อมูลแล้ว อ้างอิงตัวบท มาตรา 23 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “หน่วยงานของรัฐต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูล” มาตรา 23 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวัตถุประสงค์ที่จะนำข้อมูลมาใช้” มาตรา 23 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ” มาตรา 23 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “และกรณีที่ขอข้อมูลนั้นเป็นกรณีที่อาจให้ข้อมูลได้โดยความสมัครใจหรือเป็นกรณีมีกฎหมายบังคับ”

มาตรา 23 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “หน่วยงานของรัฐต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูล”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

100.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และว่าการให้ข้อมูลเป็นไปโดยสมัครใจ ✓ Correct1 · 100.0%
แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวิธีขอตรวจดู วิธีขอแก้ไข และแหล่งที่มาของข้อมูล 0 · 0.0%
แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลว่ามีกฎหมายบังคับให้ต้องให้ข้อมูล พร้อมระบุวัตถุประสงค์และลักษณะการใช้ข้อมูล 0 · 0.0%
แจ้งนาย ก. ภายหลังได้รับข้อมูลแล้วถึงวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และว่าการให้ข้อมูลเป็นไปโดยสมัครใจ 0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

2s

Middle 50%

2s–2s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q6
official_information
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

คณะกรรมการมีกรรมการทั้งหมด 10 คน ในการประชุมครั้งหนึ่งมีกรรมการมาประชุม 6 คน แต่ประธานกรรมการไม่มาประชุม ตามมาตรา 31 ต้องดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับประธานในที่ประชุม

  • A. ให้กรรมการที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นประธานในที่ประชุมโดยอัตโนมัติ
  • B. ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ✓
  • C. ให้กรรมการที่มาประชุมจับสลากเลือกประธานในที่ประชุม
  • D. ให้เลื่อนการประชุมไปจนกว่าประธานกรรมการจะมาประชุม

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม" กรณีนี้มีกรรมการมาประชุม 6 คนจากทั้งหมด 10 คน จึงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งและเป็นองค์ประชุม เมื่อประธานกรรมการไม่มาประชุม มาตรา 31 กำหนดให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้กรรมการที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นประธานในที่ประชุมโดยอัตโนมัติ" ผิด: มาตรา 31 กำหนดให้กรรมการที่มาประชุมใช้วิธีเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธาน มิได้กำหนดให้พิจารณาจากอาวุโสโดยอัตโนมัติ • "ให้กรรมการที่มาประชุมจับสลากเลือกประธานในที่ประชุม" ผิด: มาตรา 31 กำหนดให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ไม่ได้กำหนดให้จับสลาก • "ให้เลื่อนการประชุมไปจนกว่าประธานกรรมการจะมาประชุม" ผิด: มาตรา 31 กำหนดว่าเมื่อประธานกรรมการไม่มาประชุม ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม อ้างอิงตัวบท มาตรา 31 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม” มาตรา 31 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม”

มาตรา 31 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

100.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

ให้กรรมการที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นประธานในที่ประชุมโดยอัตโนมัติ 0 · 0.0%
ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ✓ Correct1 · 100.0%
ให้กรรมการที่มาประชุมจับสลากเลือกประธานในที่ประชุม 0 · 0.0%
ให้เลื่อนการประชุมไปจนกว่าประธานกรรมการจะมาประชุม 0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

1s

Middle 50%

1s–1s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q7
official_information
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัดเก็บประวัติการทำงานและแผ่นบันทึกลักษณะเสียงของนาย ก. โดยระบุชื่อไว้ในแฟ้ม ต่อมานาย ก. ถึงแก่กรรม ข้อมูลดังกล่าวมีสถานะอย่างไรตามมาตรา 4

  • A. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะเป็นเพียงประวัติการทำงาน
  • B. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะจัดเก็บเป็นแผ่นบันทึกลักษณะเสียง
  • C. เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล แม้นาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว ✓
  • D. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะนาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล แม้นาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว" ประวัติการทำงานและแผ่นบันทึกลักษณะเสียงที่ระบุชื่อของนาย ก. เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวที่ทำให้รู้ตัวบุคคลได้ และมาตรา 4 ให้รวมถึงข้อมูลของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย จึงเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะเป็นเพียงประวัติการทำงาน" ผิด: มาตรา 4 ยกประวัติการทำงานเป็นตัวอย่างของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล • "ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะจัดเก็บเป็นแผ่นบันทึกลักษณะเสียง" ผิด: มาตรา 4 ระบุแผ่นบันทึกลักษณะเสียงของคนเป็นสิ่งบอกลักษณะที่ทำให้รู้ตัวบุคคลได้ • "ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะนาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว" ผิด: มาตรา 4 ให้หมายความรวมถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย อ้างอิงตัวบท มาตรา 4 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: ““ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล เช่น การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการทำงาน บรรดาที่มีชื่อของผู้นั้นหรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทำให้รู้ตัวผู้นั้นได้ เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ แผ่นบันทึกลักษณะเสียงของคนหรือรูปถ่าย” มาตรา 4 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “และให้หมายความรวมถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย”

มาตรา 4 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: ““ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล เช่น การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการทำงาน บรรดาที่มีชื่อของผู้นั้นหรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทำให้รู้ตัวผู้นั้นได้ เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ แผ่นบันทึกลักษณะเสียงของคนหรือรูปถ่าย”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

100.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะเป็นเพียงประวัติการทำงาน 0 · 0.0%
ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะจัดเก็บเป็นแผ่นบันทึกลักษณะเสียง 0 · 0.0%
เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล แม้นาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว ✓ Correct1 · 100.0%
ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะนาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว 0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

14s

Middle 50%

14s–14s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q8
official_information
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนดตามมาตรา 20 ต้องระวางโทษอย่างไร

  • A. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • B. จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • C. จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • D. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" มาตรา 41 กำหนดให้ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนดตามมาตรา 20 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 41 กำหนดโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท มิใช่ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท • "จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 41 กำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีและปรับไม่เกินสองหมื่นบาท • "จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 41 กำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี มิใช่ไม่เกินหกเดือน อ้างอิงตัวบท มาตรา 41 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี” มาตรา 41 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท” มาตรา 41 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “หรือทั้งจำทั้งปรับ”

มาตรา 41 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

0.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 1 · 100.0%
จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 0 · 0.0%
จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 0 · 0.0%
จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓ Correct0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

4s

Middle 50%

4s–4s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q9
official_information
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 7 หากข้อมูลข่าวสารได้จัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจำนวนพอสมควรแล้ว ข้อใดกล่าวถึงผลของบทบัญญัตินี้ได้ถูกต้อง

  • A. การลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้น ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 7 วรรคหนึ่งแล้ว ✓
  • B. ต้องลงพิมพ์เนื้อหาทั้งหมดในราชกิจจานุเบกษา เพราะการอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์ไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 7
  • C. การจัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจำนวนพอสมควร ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 7 โดยไม่ต้องลงราชกิจจานุเบกษา
  • D. การลงพิมพ์ในหนังสือเวียนของหน่วยงานโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้น ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 7 แล้ว

Explanation: คำตอบที่ถูก: "การลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้น ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 7 วรรคหนึ่งแล้ว" มาตรา 7 กำหนดว่า เมื่อข้อมูลข่าวสารได้จัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจำนวนพอสมควรแล้ว การลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้น ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติวรรคหนึ่งแล้ว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องลงพิมพ์เนื้อหาทั้งหมดในราชกิจจานุเบกษา เพราะการอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์ไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 7" ผิด: มาตรา 7 ระบุว่า หากลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้น ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามวรรคหนึ่งแล้ว • "การจัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจำนวนพอสมควร ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 7 โดยไม่ต้องลงราชกิจจานุเบกษา" ผิด: มาตรา 7 กำหนดให้มีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้น จึงจะถือว่าเป็นการปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง • "การลงพิมพ์ในหนังสือเวียนของหน่วยงานโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้น ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 7 แล้ว" ผิด: มาตรา 7 ระบุสถานที่ลงพิมพ์โดยอ้างอิงไว้เฉพาะว่าเป็นราชกิจจานุเบกษา ไม่ใช่หนังสือเวียนของหน่วยงาน อ้างอิงตัวบท มาตรา 7 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ถ้ามีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้นก็ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติวรรคหนึ่งแล้ว”

มาตรา 7 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ถ้ามีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้นก็ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติวรรคหนึ่งแล้ว”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

100.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

การลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้น ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 7 วรรคหนึ่งแล้ว ✓ Correct1 · 100.0%
ต้องลงพิมพ์เนื้อหาทั้งหมดในราชกิจจานุเบกษา เพราะการอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์ไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 7 0 · 0.0%
การจัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจำนวนพอสมควร ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 7 โดยไม่ต้องลงราชกิจจานุเบกษา 0 · 0.0%
การลงพิมพ์ในหนังสือเวียนของหน่วยงานโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้น ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 7 แล้ว 0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

1s

Middle 50%

1s–1s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q10
personal_data_protection
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัดประสงค์จะเก็บรวบรวมข้อมูลประวัติอาชญากรรมของนาย ก. โดยนาย ก. ได้ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว ตามมาตรา 26 บริษัท ค. จำกัดต้องดำเนินการอย่างไรจึงสอดคล้องกับบทบัญญัติ

  • A. ห้ามเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรม แม้นาย ก. ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว
  • B. ต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ✓
  • C. ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และจัดให้มีมาตรการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
  • D. ความยินยอมโดยชัดแจ้งเพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขอื่น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด" ข้อเท็จจริงที่บริษัทจะเก็บรวบรวม “ประวัติอาชญากรรม” ทำให้ต้องใช้ข้อกำหนดเฉพาะในมาตรา 26 ซึ่งกำหนดให้กระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ห้ามเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรม แม้นาย ก. ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว" ผิด: มาตรา 26 ห้ามเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าวเมื่อไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง และกำหนดเงื่อนไขเฉพาะสำหรับการเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรม มิได้ห้ามโดยเด็ดขาดแม้ได้รับความยินยอมแล้ว • "ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และจัดให้มีมาตรการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด" ผิด: มาตรา 26 ใช้คำว่า “หรือ” จึงกำหนดเงื่อนไขเป็นทางเลือก มิได้บังคับให้ดำเนินการทั้งสองประการพร้อมกัน • "ความยินยอมโดยชัดแจ้งเพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขอื่น" ผิด: มาตรา 26 กำหนดเฉพาะกรณีการเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรมว่า “ต้องกระทำ” ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด อ้างอิงตัวบท มาตรา 26 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ในกรณีที่เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือได้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด”

มาตรา 26 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ในกรณีที่เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือได้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

0.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

ห้ามเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรม แม้นาย ก. ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว 0 · 0.0%
ต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ✓ Correct0 · 0.0%
ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และจัดให้มีมาตรการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด 1 · 100.0%
ความยินยอมโดยชัดแจ้งเพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขอื่น 0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

1s

Middle 50%

1s–1s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q11
personal_data_protection
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 40 (1) ได้ถูกต้อง

  • A. ต้องดำเนินการตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทุกกรณี แม้คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมาย
  • B. ต้องดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมาย
  • C. ต้องดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ✓
  • D. อาจดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ หากไม่ขัดต่อกฎหมาย

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล" มาตรา 40 (1) กำหนดให้ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น โดยไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่ขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องดำเนินการตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทุกกรณี แม้คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมาย" ผิด: มาตรา 40 (1) ยกเว้นกรณีที่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล • "ต้องดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมาย" ผิด: มาตรา 40 (1) ระบุโดยเฉพาะว่าเป็นคำสั่งที่ได้รับจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล • "อาจดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ หากไม่ขัดต่อกฎหมาย" ผิด: มาตรา 40 (1) กำหนดให้ดำเนินการตามคำสั่งที่ได้รับจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น อ้างอิงตัวบท มาตรา 40 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” มาตรา 40 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ตามคำสั่งที่ได้รับจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น” มาตรา 40 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้” มาตรา 40 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “หรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้”

มาตรา 40 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

100.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

ต้องดำเนินการตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทุกกรณี แม้คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมาย 0 · 0.0%
ต้องดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมาย 0 · 0.0%
ต้องดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ✓ Correct1 · 100.0%
อาจดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ หากไม่ขัดต่อกฎหมาย 0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

1s

Middle 50%

1s–1s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q12
personal_data_protection
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัดทำสัญญากับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ต่อมาบริษัทโต้แย้งว่าสำนักงานไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อพิจารณาตามมาตรา 43 สถานะของสำนักงานเป็นอย่างไร

  • A. เป็นส่วนราชการและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
  • B. เป็นรัฐวิสาหกิจและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
  • C. เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
  • D. เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ" ข้อเท็จจริงที่มีการโต้แย้งฐานะของสำนักงานต้องพิจารณาตามมาตรา 43 ซึ่งกำหนดให้สำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นส่วนราชการและมีฐานะเป็นนิติบุคคล" ผิด: มาตรา 43 ระบุว่าสำนักงานไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน • "เป็นรัฐวิสาหกิจและมีฐานะเป็นนิติบุคคล" ผิด: มาตรา 43 ระบุว่าสำนักงานไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น • "เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล" ผิด: มาตรา 43 ระบุว่าสำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐและมีฐานะเป็นนิติบุคคล อ้างอิงตัวบท มาตรา 43 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “สำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐ” มาตรา 43 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “มีฐานะเป็นนิติบุคคล” มาตรา 43 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “และไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมาย” มาตรา 43 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “หรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย”

มาตรา 43 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “สำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

0.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

เป็นส่วนราชการและมีฐานะเป็นนิติบุคคล 0 · 0.0%
เป็นรัฐวิสาหกิจและมีฐานะเป็นนิติบุคคล 1 · 100.0%
เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล 0 · 0.0%
เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ✓ Correct0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

1s

Middle 50%

1s–1s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q13
personal_data_protection
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 52 ต้องดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกี่วันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง

  • A. ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ✓
  • B. ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
  • C. ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
  • D. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" มาตรา 52 กำหนดให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 กำหนดระยะเวลาดำเนินการแต่งตั้งไว้หกสิบวัน ไม่ใช่เก้าสิบวัน • "ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 ระบุให้ดำเนินการแต่งตั้งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ไม่ใช่หนึ่งร้อยยี่สิบวัน • "ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 กำหนดว่าให้ดำเนินการแต่งตั้งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ไม่ใช่สามสิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 52 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง”

มาตรา 52 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

0.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ✓ Correct0 · 0.0%
ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง 1 · 100.0%
ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง 0 · 0.0%
ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง 0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

1s

Middle 50%

1s–1s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q14
personal_data_protection
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นาย ก. เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง และพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว 8 เดือน ตามมาตรา 59 ผลเป็นอย่างไร

  • A. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งแล้ว
  • B. นาย ก. ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ เพราะพ้นจากตำแหน่งมายังไม่ถึงหนึ่งปี ✓
  • C. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง
  • D. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะพ้นจากตำแหน่งมาเกินหกเดือนแล้ว

Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ เพราะพ้นจากตำแหน่งมายังไม่ถึงหนึ่งปี" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและพ้นจากตำแหน่งเพียง 8 เดือน ทำให้ยังไม่ได้รับข้อยกเว้นตามมาตรา 59 (5) ซึ่งกำหนดให้พ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นาย ก. จึงต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งแล้ว" ผิด: มาตรา 59 (5) ยกเว้นลักษณะต้องห้ามเมื่อพ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี มิใช่เพียงพ้นจากตำแหน่งแล้ว • "นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง" ผิด: มาตรา 59 (5) ระบุทั้งข้าราชการการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นาย ก. จึงอยู่ในลักษณะที่มาตรานี้กำหนด • "นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะพ้นจากตำแหน่งมาเกินหกเดือนแล้ว" ผิด: มาตรา 59 (5) กำหนดระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ไม่ใช่หกเดือน อ้างอิงตัวบท มาตรา 59 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ” มาตรา 59 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “(5) เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี”

มาตรา 59 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

100.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งแล้ว 0 · 0.0%
นาย ก. ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ เพราะพ้นจากตำแหน่งมายังไม่ถึงหนึ่งปี ✓ Correct1 · 100.0%
นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง 0 · 0.0%
นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะพ้นจากตำแหน่งมาเกินหกเดือนแล้ว 0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

1s

Middle 50%

1s–1s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q15
personal_data_protection
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 6 ข้อใดอธิบายขอบเขตความหมายของ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ได้ถูกต้อง

  • A. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ไม่ทำให้ระบุตัวบุคคลได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
  • B. ข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
  • C. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล ✓
  • D. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ระบุตัวได้ทางอ้อม ไม่อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล" มาตรา 6 ให้นิยามข้อมูลส่วนบุคคลว่าหมายถึงข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และไม่รวมข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ไม่ทำให้ระบุตัวบุคคลได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล" ผิด: มาตรา 6 กำหนดว่าข้อมูลส่วนบุคคลต้องเป็นข้อมูลที่ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม • "ข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล" ผิด: มาตรา 6 ระบุว่าไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ • "ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ระบุตัวได้ทางอ้อม ไม่อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล" ผิด: มาตรา 6 ระบุว่าการระบุตัวบุคคลได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมอยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล อ้างอิงตัวบท มาตรา 6 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: ““ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”

มาตรา 6 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: ““ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

100.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ไม่ทำให้ระบุตัวบุคคลได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล 0 · 0.0%
ข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล 0 · 0.0%
ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล ✓ Correct1 · 100.0%
ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ระบุตัวได้ทางอ้อม ไม่อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล 0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

1s

Middle 50%

1s–1s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q16
personal_data_protection
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 67 การที่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งอยู่ระหว่างชดใช้ทุนการศึกษาจากส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงาน มีความหมายและผลอย่างไร

  • A. แม้ได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ก็ไม่ถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา และไม่นับเวลาปฏิบัติงานในสำนักงาน
  • B. เมื่อได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ให้ถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา แต่ไม่นับเวลาปฏิบัติงานในสำนักงาน
  • C. ต้องได้รับความเห็นชอบจากเลขาธิการก่อน จึงถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญาและนับเวลาปฏิบัติงานในสำนักงานได้
  • D. เมื่อได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ให้ถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา และนับเวลาปฏิบัติงานในสำนักงานเป็นเวลาชดใช้ทุน ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ให้ถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา และนับเวลาปฏิบัติงานในสำนักงานเป็นเวลาชดใช้ทุน" มาตรา 67 หมายความว่า หากข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐระหว่างชดใช้ทุนย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานโดยได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด การปฏิบัติงานดังกล่าวถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา และต้องนับเวลาที่ปฏิบัติงานในสำนักงานเป็นเวลาชดใช้ทุนด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แม้ได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ก็ไม่ถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา และไม่นับเวลาปฏิบัติงานในสำนักงาน" ผิด: มาตรา 67 ระบุว่า “ให้ถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา” และ “ให้นับระยะเวลาการปฏิบัติงานในสำนักงานเป็นระยะเวลาในการชดใช้ทุน” • "เมื่อได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ให้ถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา แต่ไม่นับเวลาปฏิบัติงานในสำนักงาน" ผิด: มาตรา 67 กำหนดให้นับระยะเวลาการปฏิบัติงานในสำนักงานเป็นระยะเวลาในการชดใช้ทุน • "ต้องได้รับความเห็นชอบจากเลขาธิการก่อน จึงถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญาและนับเวลาปฏิบัติงานในสำนักงานได้" ผิด: กรณีย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงาน มาตรา 67 ระบุว่าต้องได้รับความเห็นชอบจาก “ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด” ไม่ใช่เลขาธิการ อ้างอิงตัวบท มาตรา 67 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ที่ได้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานโดยได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ให้ถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา” มาตรา 67 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “และให้นับระยะเวลาการปฏิบัติงาน ในสำนักงานเป็นระยะเวลาในการชดใช้ทุน”

มาตรา 67 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ที่ได้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานโดยได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ให้ถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

0.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

แม้ได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ก็ไม่ถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา และไม่นับเวลาปฏิบัติงานในสำนักงาน 0 · 0.0%
เมื่อได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ให้ถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา แต่ไม่นับเวลาปฏิบัติงานในสำนักงาน 1 · 100.0%
ต้องได้รับความเห็นชอบจากเลขาธิการก่อน จึงถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญาและนับเวลาปฏิบัติงานในสำนักงานได้ 0 · 0.0%
เมื่อได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ให้ถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา และนับเวลาปฏิบัติงานในสำนักงานเป็นเวลาชดใช้ทุน ✓ Correct0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

1s

Middle 50%

1s–1s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q17
personal_data_protection
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 74 หากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาหรือตรวจสอบแล้วรับฟังได้ว่า เรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย ข้อใดอธิบายผลของบทบัญญัติได้ถูกต้อง

  • A. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย ✓
  • B. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญไม่รับเรื่องร้องเรียนไว้พิจารณา
  • C. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีคำสั่งยุติเรื่อง
  • D. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญออกคำสั่งให้แก้ไขการกระทำทันที

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย" มาตรา 74 กำหนดว่า เมื่อรับฟังได้ว่าเรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นเป็นกรณีซึ่งอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญไม่รับเรื่องร้องเรียนไว้พิจารณา" ผิด: มาตรา 74 ให้ไม่รับเรื่องไว้พิจารณาเฉพาะกรณีผู้ร้องเรียนไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ หรือเป็นเรื่องที่ระเบียบกำหนดไม่ให้รับไว้พิจารณา มิใช่ผลของกรณีที่อาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะไกล่เกลี่ย • "ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีคำสั่งยุติเรื่อง" ผิด: มาตรา 74 กำหนดให้ยุติเรื่องเมื่อรับฟังได้ว่าเรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นไม่มีมูล แต่กรณีตามคำถามอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย จึงต้องดำเนินการไกล่เกลี่ย • "ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญออกคำสั่งให้แก้ไขการกระทำทันที" ผิด: มาตรา 74 กำหนดให้ออกคำสั่งได้เมื่อเรื่องนั้นไม่อาจไกล่เกลี่ยได้หรือไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ แต่กรณีตามคำถามอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย อ้างอิงตัวบท มาตรา 74 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ในกรณีที่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาหรือตรวจสอบตามวรรคสองแล้วรับฟังได้ว่า เรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นเป็นกรณีซึ่งอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย”

มาตรา 74 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ในกรณีที่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาหรือตรวจสอบตามวรรคสองแล้วรับฟังได้ว่า เรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นเป็นกรณีซึ่งอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

0.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: medium · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย ✓ Correct0 · 0.0%
ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญไม่รับเรื่องร้องเรียนไว้พิจารณา 0 · 0.0%
ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีคำสั่งยุติเรื่อง 0 · 0.0%
ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญออกคำสั่งให้แก้ไขการกระทำทันที 1 · 100.0%

Unanswered: 0

Median time

1s

Middle 50%

1s–1s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q18
personal_data_protection
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้และทำให้เกิดความเสียหาย พนักงานเจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริง โดยเห็นว่าจำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลและต้องการเข้าไปในสถานที่ของบริษัท พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไรตามมาตรา 76

  • A. เข้าไปในสถานที่ได้ทันทีโดยไม่ต้องยื่นคำร้องขออนุญาต
  • B. ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่ ✓
  • C. ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่
  • D. มีหนังสือแจ้งให้บริษัทอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่" กรณีนี้มีข้อเท็จจริงว่าผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลฝ่าฝืนพระราชบัญญัติและเกิดความเสียหาย อีกทั้งการเข้าสถานที่มีความจำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล จึงเข้าหลักมาตรา 76 ซึ่งกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เข้าไปในสถานที่ได้ทันทีโดยไม่ต้องยื่นคำร้องขออนุญาต" ผิด: มาตรา 76 กำหนดว่าเมื่อมีความจำเป็นดังกล่าว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาต • "ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่" ผิด: มาตรา 76 ระบุให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ไม่ใช่ต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ • "มีหนังสือแจ้งให้บริษัทอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่" ผิด: มาตรา 76 กำหนดให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่ มิใช่มีหนังสือแจ้งให้บริษัทอนุญาต อ้างอิงตัวบท มาตรา 76 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “หากมีความจำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปในสถานที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล”

มาตรา 76 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “หากมีความจำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของเจ้าของข้อมูล ส่วนบุคคลหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปในสถานที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

0.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

เข้าไปในสถานที่ได้ทันทีโดยไม่ต้องยื่นคำร้องขออนุญาต 1 · 100.0%
ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่ ✓ Correct0 · 0.0%
ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่ 0 · 0.0%
มีหนังสือแจ้งให้บริษัทอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่ 0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

1s

Middle 50%

1s–1s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q19
personal_data_protection
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 78 ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษได้ไม่เกินเท่าใด

  • A. ไม่เกินสี่เท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
  • B. ไม่เกินสามเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
  • C. ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง ✓
  • D. ไม่เกินหนึ่งเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง" มาตรา 78 ให้อำนาจศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษได้ตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เกินสี่เท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง" ผิด: มาตรา 78 ระบุว่าไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง มิใช่สี่เท่า • "ไม่เกินสามเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง" ผิด: มาตรา 78 ระบุจำนวนสูงสุดไว้ที่สองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง • "ไม่เกินหนึ่งเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง" ผิด: มาตรา 78 กำหนดว่าไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง มิใช่หนึ่งเท่า อ้างอิงตัวบท มาตรา 78 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงนั้น”

มาตรา 78 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงนั้น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

0.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

ไม่เกินสี่เท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง 0 · 0.0%
ไม่เกินสามเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง 0 · 0.0%
ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง ✓ Correct0 · 0.0%
ไม่เกินหนึ่งเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง 1 · 100.0%

Unanswered: 0

Median time

1s

Middle 50%

1s–1s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

1.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q20
personal_data_protection
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 87 ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่กระทำการตามที่มาตรานี้กำหนด ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินเท่าใด

  • A. ไม่เกินสิบล้านบาท
  • B. ไม่เกินหนึ่งล้านบาท
  • C. ไม่เกินสามล้านบาท
  • D. ไม่เกินห้าล้านบาท ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่เกินห้าล้านบาท" มาตรา 87 กำหนดให้ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่กระทำการตามเงื่อนไขในมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินห้าล้านบาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เกินสิบล้านบาท" ผิด: มาตรา 87 ระบุเพดานค่าปรับทางปกครองไม่เกินห้าล้านบาท มิใช่สิบล้านบาท • "ไม่เกินหนึ่งล้านบาท" ผิด: มาตรา 87 ระบุว่า “ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินห้าล้านบาท” มิใช่หนึ่งล้านบาท • "ไม่เกินสามล้านบาท" ผิด: มาตรา 87 กำหนดค่าปรับทางปกครองไว้ไม่เกินห้าล้านบาท มิใช่สามล้านบาท อ้างอิงตัวบท มาตรา 87 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินห้าล้านบาท”

มาตรา 87 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินห้าล้านบาท”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

0.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: easy · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

ไม่เกินสิบล้านบาท 0 · 0.0%
ไม่เกินหนึ่งล้านบาท 0 · 0.0%
ไม่เกินสามล้านบาท 1 · 100.0%
ไม่เกินห้าล้านบาท ✓ Correct0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

1s

Middle 50%

1s–1s

Answer changed

0.0%

Marked review

0.0%

Average visits

2.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Q21
personal_data_protection
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

สำนักงานได้แจ้งให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งกรรมการสรรหาในส่วนของตน แต่เมื่อครบสี่สิบห้าวัน ประธานรัฐสภายังไม่สามารถแต่งตั้งได้ ตามมาตรา 9 ต้องดำเนินการอย่างไร

  • A. ให้สำนักงานเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทน ✓
  • B. ให้สำนักงานรอจนครบหกสิบวันก่อนเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสม
  • C. ให้คณะกรรมการสรรหาปฏิบัติหน้าที่เท่าที่มีอยู่โดยไม่ต้องเสนอชื่อแทน
  • D. ให้สำนักงานแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทนได้เอง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้สำนักงานเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทน" ข้อเท็จจริงที่ประธานรัฐสภาซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามมาตรา 9 (2) ไม่สามารถแต่งตั้งกรรมการสรรหาในส่วนของตนได้ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่ได้รับแจ้ง ทำให้สำนักงานต้องเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้สำนักงานรอจนครบหกสิบวันก่อนเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสม" ผิด: มาตรา 9 กำหนดระยะเวลาไว้ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงาน ไม่ใช่หกสิบวัน • "ให้คณะกรรมการสรรหาปฏิบัติหน้าที่เท่าที่มีอยู่โดยไม่ต้องเสนอชื่อแทน" ผิด: กรณีผู้มีอำนาจตาม (2) แต่งตั้งไม่ได้ภายในสี่สิบห้าวัน มาตรา 9 กำหนดให้สำนักงานเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งแทน • "ให้สำนักงานแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทนได้เอง" ผิด: มาตรา 9 กำหนดให้สำนักงานเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้ง มิใช่ให้สำนักงานแต่งตั้งเอง อ้างอิงตัวบท มาตรา 9 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “(2) บุคคลซึ่งประธานรัฐสภาแต่งตั้งจำนวนสองคน” มาตรา 9 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ในกรณีที่ผู้มีอำนาจแต่งตั้งตาม (2) (3) หรือ (4) ไม่สามารถแต่งตั้งกรรมการสรรหา ในส่วนของตนได้ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงาน ให้สำนักงานเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทนผู้มีอำนาจแต่งตั้งนั้น”

มาตรา 9 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “(2) บุคคลซึ่งประธานรัฐสภาแต่งตั้งจำนวนสองคน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

Responses

1

Correct rate

0.0%

Observed

insufficient data

Confidence

insufficient data

Target: hard · AI estimate: not analyzed · Observed: insufficient data

Insufficient data — at least 5 valid responses are needed for an observed difficulty band.

Distractor performance

ให้สำนักงานเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทน ✓ Correct0 · 0.0%
ให้สำนักงานรอจนครบหกสิบวันก่อนเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสม 1 · 100.0%
ให้คณะกรรมการสรรหาปฏิบัติหน้าที่เท่าที่มีอยู่โดยไม่ต้องเสนอชื่อแทน 0 · 0.0%
ให้สำนักงานแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทนได้เอง 0 · 0.0%

Unanswered: 0

Median time

10s

Middle 50%

10s–10s

Answer changed

100.0%

Marked review

0.0%

Average visits

2.0

Discrimination

Not enough data

Discrimination needs at least 20 valid finalized attempts.

Version-isolated · observed-question-v1 · sample-policy-v1

Exam Simulator

Start a snapshot-based practice or real-exam attempt.

Exam Preview

What an approved exam looks like to a test-taker.

พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ และ PDPA: คลังข้อสอบฝึกทำ ชุดที่ 1

Time limit: 21 minutes

  1. 1. นาย ก. ยื่นคำขอข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 11 ต่อหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง หน่วยงานผู้รับคำขอเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวจัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นและระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 หน่วยงานผู้รับคำขอต้องดำเนินการอย่างไร

    • A. ส่งคำขอให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป
    • B. ปฏิเสธคำขอทันทีเพราะข้อมูลดังกล่าวระบุห้ามการเปิดเผยไว้
    • C. แนะนำให้นาย ก. ไปยื่นคำขอต่อหน่วยงานที่ควบคุมดูแลข้อมูลโดยไม่ชักช้า
    • D. พิจารณาคำขอและมีคำสั่งเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลนั้นเอง
  2. 2. ข้อใดอธิบายขอบเขตของความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 15 (3) ได้ถูกต้อง

    • A. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในรวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น
    • B. อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยความเห็นหรือคำแนะนำภายในได้ แต่ไม่รวมรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น
    • C. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องเปิดเผย เพราะไม่อยู่ในประเภทข้อมูลที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย
    • D. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องมีคำสั่งมิให้เปิดเผยทุกกรณี โดยไม่ต้องพิจารณาประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง
  3. 3. ตามมาตรา 2 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดกี่วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

    • A. หกสิบวัน
    • B. หนึ่งร้อยยี่สิบวัน
    • C. เก้าสิบวัน
    • D. สามสิบวัน
  4. 4. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้ถูกต้อง

    • A. เจ้าหน้าที่ของรัฐยังต้องรับผิด แม้เปิดเผยโดยสุจริตและดำเนินการถูกต้องตามระเบียบตามมาตรา 16
    • B. เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิดเมื่อเปิดเผยโดยสุจริต ไม่ว่าการเปิดเผยนั้นจะเป็นกรณีใด
    • C. การเปิดเผยโดยสุจริตในกรณีที่กำหนดทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิด
    • D. การเปิดเผยโดยสุจริตในกรณีที่กำหนดทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิด แต่ไม่เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายหากจะพึงมี
  5. 5. หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งขอข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลโดยตรงจากนาย ก. เพื่อใช้ตรวจสอบภายในตามปกติ โดยนาย ก. จะให้ข้อมูลหรือไม่ก็ได้ตามความสมัครใจ ตามมาตรา 23 หน่วยงานต้องดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับการขอข้อมูลครั้งนี้

    • A. แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และว่าการให้ข้อมูลเป็นไปโดยสมัครใจ
    • B. แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวิธีขอตรวจดู วิธีขอแก้ไข และแหล่งที่มาของข้อมูล
    • C. แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลว่ามีกฎหมายบังคับให้ต้องให้ข้อมูล พร้อมระบุวัตถุประสงค์และลักษณะการใช้ข้อมูล
    • D. แจ้งนาย ก. ภายหลังได้รับข้อมูลแล้วถึงวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และว่าการให้ข้อมูลเป็นไปโดยสมัครใจ
  6. 6. คณะกรรมการมีกรรมการทั้งหมด 10 คน ในการประชุมครั้งหนึ่งมีกรรมการมาประชุม 6 คน แต่ประธานกรรมการไม่มาประชุม ตามมาตรา 31 ต้องดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับประธานในที่ประชุม

    • A. ให้กรรมการที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นประธานในที่ประชุมโดยอัตโนมัติ
    • B. ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
    • C. ให้กรรมการที่มาประชุมจับสลากเลือกประธานในที่ประชุม
    • D. ให้เลื่อนการประชุมไปจนกว่าประธานกรรมการจะมาประชุม
  7. 7. บริษัท ค. จำกัดเก็บประวัติการทำงานและแผ่นบันทึกลักษณะเสียงของนาย ก. โดยระบุชื่อไว้ในแฟ้ม ต่อมานาย ก. ถึงแก่กรรม ข้อมูลดังกล่าวมีสถานะอย่างไรตามมาตรา 4

    • A. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะเป็นเพียงประวัติการทำงาน
    • B. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะจัดเก็บเป็นแผ่นบันทึกลักษณะเสียง
    • C. เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล แม้นาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว
    • D. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะนาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว
  8. 8. ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนดตามมาตรา 20 ต้องระวางโทษอย่างไร

    • A. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • B. จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • C. จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • D. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  9. 9. ตามมาตรา 7 หากข้อมูลข่าวสารได้จัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจำนวนพอสมควรแล้ว ข้อใดกล่าวถึงผลของบทบัญญัตินี้ได้ถูกต้อง

    • A. การลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้น ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 7 วรรคหนึ่งแล้ว
    • B. ต้องลงพิมพ์เนื้อหาทั้งหมดในราชกิจจานุเบกษา เพราะการอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์ไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 7
    • C. การจัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจำนวนพอสมควร ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 7 โดยไม่ต้องลงราชกิจจานุเบกษา
    • D. การลงพิมพ์ในหนังสือเวียนของหน่วยงานโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้น ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 7 แล้ว
  10. 10. บริษัท ค. จำกัดประสงค์จะเก็บรวบรวมข้อมูลประวัติอาชญากรรมของนาย ก. โดยนาย ก. ได้ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว ตามมาตรา 26 บริษัท ค. จำกัดต้องดำเนินการอย่างไรจึงสอดคล้องกับบทบัญญัติ

    • A. ห้ามเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรม แม้นาย ก. ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว
    • B. ต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
    • C. ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และจัดให้มีมาตรการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
    • D. ความยินยอมโดยชัดแจ้งเพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขอื่น
  11. 11. ข้อใดอธิบายหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 40 (1) ได้ถูกต้อง

    • A. ต้องดำเนินการตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทุกกรณี แม้คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมาย
    • B. ต้องดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมาย
    • C. ต้องดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
    • D. อาจดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ หากไม่ขัดต่อกฎหมาย
  12. 12. บริษัท ค. จำกัดทำสัญญากับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ต่อมาบริษัทโต้แย้งว่าสำนักงานไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อพิจารณาตามมาตรา 43 สถานะของสำนักงานเป็นอย่างไร

    • A. เป็นส่วนราชการและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
    • B. เป็นรัฐวิสาหกิจและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
    • C. เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
    • D. เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ
  13. 13. ตามมาตรา 52 ต้องดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกี่วันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง

    • A. ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
    • B. ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
    • C. ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
    • D. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
  14. 14. นาย ก. เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง และพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว 8 เดือน ตามมาตรา 59 ผลเป็นอย่างไร

    • A. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งแล้ว
    • B. นาย ก. ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ เพราะพ้นจากตำแหน่งมายังไม่ถึงหนึ่งปี
    • C. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง
    • D. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะพ้นจากตำแหน่งมาเกินหกเดือนแล้ว
  15. 15. ตามมาตรา 6 ข้อใดอธิบายขอบเขตความหมายของ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ได้ถูกต้อง

    • A. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ไม่ทำให้ระบุตัวบุคคลได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
    • B. ข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
    • C. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
    • D. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ระบุตัวได้ทางอ้อม ไม่อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
  16. 16. ตามมาตรา 67 การที่ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งอยู่ระหว่างชดใช้ทุนการศึกษาจากส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงาน มีความหมายและผลอย่างไร

    • A. แม้ได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ก็ไม่ถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา และไม่นับเวลาปฏิบัติงานในสำนักงาน
    • B. เมื่อได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ให้ถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา แต่ไม่นับเวลาปฏิบัติงานในสำนักงาน
    • C. ต้องได้รับความเห็นชอบจากเลขาธิการก่อน จึงถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญาและนับเวลาปฏิบัติงานในสำนักงานได้
    • D. เมื่อได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ให้ถือเป็นการชดใช้ทุนตามสัญญา และนับเวลาปฏิบัติงานในสำนักงานเป็นเวลาชดใช้ทุน
  17. 17. ตามมาตรา 74 หากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาหรือตรวจสอบแล้วรับฟังได้ว่า เรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย ข้อใดอธิบายผลของบทบัญญัติได้ถูกต้อง

    • A. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย
    • B. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญไม่รับเรื่องร้องเรียนไว้พิจารณา
    • C. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีคำสั่งยุติเรื่อง
    • D. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญออกคำสั่งให้แก้ไขการกระทำทันที
  18. 18. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้และทำให้เกิดความเสียหาย พนักงานเจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริง โดยเห็นว่าจำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลและต้องการเข้าไปในสถานที่ของบริษัท พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไรตามมาตรา 76

    • A. เข้าไปในสถานที่ได้ทันทีโดยไม่ต้องยื่นคำร้องขออนุญาต
    • B. ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่
    • C. ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่
    • D. มีหนังสือแจ้งให้บริษัทอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่
  19. 19. ตามมาตรา 78 ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษได้ไม่เกินเท่าใด

    • A. ไม่เกินสี่เท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
    • B. ไม่เกินสามเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
    • C. ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
    • D. ไม่เกินหนึ่งเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
  20. 20. ตามมาตรา 87 ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่กระทำการตามที่มาตรานี้กำหนด ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินเท่าใด

    • A. ไม่เกินสิบล้านบาท
    • B. ไม่เกินหนึ่งล้านบาท
    • C. ไม่เกินสามล้านบาท
    • D. ไม่เกินห้าล้านบาท
  21. 21. สำนักงานได้แจ้งให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งกรรมการสรรหาในส่วนของตน แต่เมื่อครบสี่สิบห้าวัน ประธานรัฐสภายังไม่สามารถแต่งตั้งได้ ตามมาตรา 9 ต้องดำเนินการอย่างไร

    • A. ให้สำนักงานเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทน
    • B. ให้สำนักงานรอจนครบหกสิบวันก่อนเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสม
    • C. ให้คณะกรรมการสรรหาปฏิบัติหน้าที่เท่าที่มีอยู่โดยไม่ต้องเสนอชื่อแทน
    • D. ให้สำนักงานแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทนได้เอง